“หมอคางดำ”...ปลา 3 น้ำ จืด-กร่อย-เค็ม แต่น้ำที่ชอบสุดออกลูกออกหลานคือ “น้ำกร่อย” ปลาหมอไม่มีศัตรูธรรมชาติออกลูกกันเพียบ จนกลายเป็นภาพปลาเต็มคลอง ผลกระทบรุนแรงแน่นอน เพราะพื้นที่แคบ ปลาเยอะ กินแหลกเมื่อกินแหลก อาหารเหลือน้อย “ปลาเต็มวัย” ก็เริ่มย้ายหาแหล่งใหม่ ในคลองไปไม่ได้ก็ออก “ทะเล”ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้ำว่า...บทสรุปคือปลาหมอคงขยายตัวเลียบไปตามชายฝั่งจากคลองหนึ่งไปหาดหนึ่ง ว่ายออกทะเลต่อไปคลองสองหาดสอง ขยายตัวเลียบฝั่งไปเรื่อยๆ“เอเลี่ยนสปีชีส์” น่ากลัวเพราะเหตุนี้แหละ เมื่อเกิดขึ้นถึงขั้นระบาด มันหมดปัญญากำจัด ทำได้แค่ประคองสถานการณ์ รักษาพื้นที่ตามเกาะไว้ครับวิกฤตการณ์ระบาด “ปลาหมอคางดำ” พลิกแฟ้มข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ช่วงปี พ.ศ.2557-2567 เผยให้เห็นกราฟการแพร่ระบาดแบบเติบโตทวีคูณที่น่าสะพรึงกลัว ชี้ชัดพื้นที่ “สีแดงเข้ม” ปลาท้องถิ่นถูกทำลายเกือบ 100% ขณะที่มาตรการรัฐยังตามหลังความเร็วของธรรมชาติอยู่หลายก้าว ไทม์ไลน์ “ระยะฟักตัว” สู่ “ยึดครอง” จุดเปลี่ยนสำคัญคือการปล่อยให้ “สัตว์ประหลาด” เอเลี่ยนสปีชีส์ตัวนี้หลุดมือไปในช่วงเวลาวิกฤติ เริ่มจาก พ.ศ.2557–2560 (ระยะฟักตัว) มีสัญญาณเตือนจากลุ่มน้ำแม่กลอง แต่ยังถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะจุด พ.ศ.2561–2564 (ระยะกระจายตัว) เริ่มบุกเข้า “น้ำกร่อย” ในสมุทรสาครและเพชรบุรี ปรับตัวเก่งจนนักวิทยาศาสตร์ยังตกใจ...พ.ศ.2565–2567 (ระยะวิกฤติ) นี่คือช่วงระบาดใหญ่ “Super Outbreak” ความถี่พุ่งสูงกว่า 500% กระจายตัวปูพรม 19 จังหวัดทั่วไทย ทั้งอ่าวไทยและอันดามันฉายภาพไปที่ช่วง 3 ปีหลังนี้ อาจจะกล่าวได้ว่ามีการระบาดความเร็วระดับ “Flash Flood” ฉับพลันกะทันหันรวมเร็ว ข้อมูล (2565-2567) ชี้ชัดว่าการระบาดเข้าสู่เฟส “ความเร่งสูงสุด”...ปี 2565 กระจุกตัวในบ่อปิด...ปี 2566 ทะลักเข้าโครงข่ายชลประทาน กระจายจาก 3 เป็น 10 จังหวัด...ปี 2567 ยึดครองระบบนิเวศโดยสมบูรณ์ บางจุดพบหนาแน่นถึง 80–100 ตัวต่อตารางเมตรคำถามสำคัญมีว่า...ทำไมถึงแพ้? “ความเร่ง (แพร่ระบาด) ปลา” เทียบเคียงกับ “นโยบายรัฐ”พุ่งเป้าไปที่การวิเคราะห์ช่องว่างของเวลาที่ทำให้การปราบปรามยังไม่สัมฤทธิผล...Biological Acceleration (ความเร่งปลา)...อัตราเร่งในการขยายพันธุ์ทางชีวภาพของปลา ปลาตัวผู้ “อมไข่” ในปากทำให้อัตราลูกปลารอดสูงมากจนน่ากลัว ที่สำคัญ...มันพร้อมวางไข่ใหม่ได้ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ ส่วน Policy Velocity (ความเร็วรัฐ)...อัตราความเร็วในการกำหนด ออกแบบ และปรับเปลี่ยนนโยบาย (ไม่ว่าจะเป็นนโยบายองค์กร นโยบายสาธารณะ หรือกฎเกณฑ์ด้านเทคโนโลยี) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนับจาก...มาตรการรับซื้อกิโลฯละ 15 บาท เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุซึ่งช้ากว่ากลไกธรรมชาติ หากจับออกไป 50% แต่ไม่มีมาตรการอื่นเสริม ประชากรจะกลับมาเต็มภายใน 6 เดือน? ตอกย้ำไล่เรียงพื้นที่วิกฤติแพร่ระบาดสีแดงเข้ม...ระดับวิกฤติ สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, เพชรบุรี และชายทะเลบางขุนเทียน ปลาท้องถิ่นหายเกือบเกลี้ยง...ระดับสูง ทะเลสาบสงขลา และนครศรีธรรมราช พื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ ยากต่อการกำจัดน่าสนใจว่าปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ทำให้น้ำเค็มรุกสูงขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่กลายเป็น “สภาวะทองคำ” ให้ปลาเอเลี่ยนขยายพันธุ์ ขณะที่ปลาไทยอ่อนแอลงอีกด้วยคำพยากรณ์ที่น่ากังวล โอกาส “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์จะหมดไปเท่ากับ “ศูนย์” ด้วยว่าแบบจำลองพยากรณ์ชี้ว่า โอกาสที่ปลาชนิดนี้จะหายไปจากไทย 100% แทบไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติแต่...อนาคตที่น่ากลัวกว่าคือ สูญเสียความหลากหลาย... ปลาท้องถิ่นจะหายไป 60-80% ใน 5 ปีข้างหน้า หายนะทางเศรษฐกิจ ...อุตสาหกรรมกุ้งและปลาเสียหายระดับ “หมื่นล้านบาท” ต่อปีพื้นที่อ่อนไหว... หากหลุดเข้า “อุทยานแห่งชาติทางทะเล” การกำจัดจะกลายเป็น “Mission Impossible”...เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ทันที!บทสรุปเชิงวิเคราะห์...อนาคตเราอาจต้องยอมรับแบบถูกมัดมือชกว่า “ปลาหมอคางดำ” จะกลายเป็น “สัตว์ประจำถิ่นชนิดใหม่” หากรัฐยังไม่ก้าวข้ามการจับขาย ไปสู่การใช้ “ชีววิธี” เช่น ปล่อยปลากะพงขาว (ปลาผู้ล่า) หรือเทคโนโลยี “ตัดแต่งพันธุกรรมให้เป็นหมัน” กระนั้นก็อย่าลืมจุดเริ่มต้นปัญหา “ปลาหมอคางดำ” วิกฤตินี้ไม่ได้เกิดจาก “ภัยธรรมชาติ” แต่เกิดจาก “มนุษย์” ว่ากันว่า...มีการนำเข้ามาในประเทศไทยทั้งส่วนตัว? องค์กร? ถ้าจำไม่ผิดราวปี 2553 ข้อมูลเลขทะเบียนนำเข้ายักษ์ใหญ่ด้านเกษตรอุตสาหกรรม...อาหารครบวงจร ขออนุมัติในนามเอกชนเพื่อการปรับปรุงพันธุ์วัตถุประสงค์ตามเอกสาร เพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์ปรับปรุงพันธุกรรมร่วมกับปลานิล จำนวนที่นำเข้าได้รับอนุญาต 2,000 ตัวข้อเท็จจริงจากบันทึกศุลกากร/กรมประมง...ปลาเดินทางมาถึงประเทศไทยในสภาพที่อ่อนแอและทยอยตายไปเกือบทั้งหมด บริษัทแจ้งต่อกรมประมงว่า “ปลาตายทั้งหมดภายใน 3 สัปดาห์” และได้ทำการทำลายซากโดยการฝังกลบพร้อมพ่นปูนขาวตามมาตรฐานเรียบร้อยแล้วแต่นี่คือ...จุดที่เป็นช่องว่างของข้อมูลเกิดขึ้น เพราะไม่มีการส่งซากปลาให้กรมประมงตรวจสอบเพื่อยืนยันการทำลายจริงตามเงื่อนไข? และยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมถึงความโปร่งใสและจริงใจ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม