การประชุม ครม. รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล พิจารณาออก พ.ร.ก. เงินกู้จำนวน 4 แสนล้าน เพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอุดหนุนกองทุนน้ำมัน รัฐบาลยังคุยด้วยว่า รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินถึง 5 แสนล้าน และไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะจึงไม่กระทบกับสัดส่วนของ จีดีพี ที่จะทำให้อัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจลดลง แต่รัฐบาลไม่ได้พูดว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่เท่าไหร่ และเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของจีดีพี นอกจากนี้ การใช้ เงินกู้จำนวนดังกล่าว เป็นการใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสแจกเงิน ให้กับผู้มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง เฟสใดเพสหนึ่ง โดยรัฐ จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับสิทธิจำนวน 4 พันบาท แบ่งจ่าย เดือนละ 1 พันบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยโครงการนี้ ต่างจากโครงการคนละครึ่ง คือ รัฐออก 60% ประชาชนจ่าย 40% โครงการจะไปสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2569มีความเห็นหลากหลายต่อผลที่่จะตามมากับการเงินการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ ดอน นาครทรรพ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง จะส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569-2570 ชะลอการขยายตัวลงที่ 1.5-2% ที่ต้อง ชั่งน้ำหนักก็คือ การดำเนินการมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ประเมินจากการใช้งบประมาณที่ 3 แสนล้าน จะทำให้ เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าการคาดการณ์ที่ 0.5-0.7% แต่หลังจากนั้น จะทำให้การเจริญเติบโตลดลง 0.5% ในปีหน้าเมื่อกำลังซื้อที่เกิดจาก มาตรการดังกล่าวจบลง แต่ที่เพิ่มขึ้นก็คือ หนี้สาธารณะ ของประเทศต่อสัดส่วน จีดีพี ที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อว่า จะเกินจากการคาดการณ์หรือไม่ สรุปว่าอาจจะแก้ปัญหาในระยะสั้นแต่จะมีผลกระทบในระยะยาวเพดานหนี้สาธารณะ ของไทยปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 66 ของจีดีพี จากที่กำหนดเพดานหนี้ไว้ที่ร้อยละ 70 รองนายกฯ และ รมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นไปถึงร้อยละ 75 จึงเป็นข้อสังเกตว่า ทำไมรัฐบาลจึงเสนอ พ.ร.ก.กู้เงินเพียง 4 แสนล้าน เพราะมีผลกับเพดานหนี้สาธารณะที่สูงมาก ถ้ามีการขยายเพดานหนี้ออกไปก็จะกระทบกับจีดีพีของประเทศและผลกระทบกับระบบการเงินการคลังโดยตรงมีการตั้งข้อสังเกตว่า การนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ในลักษณะนี้ เป็นการสร้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ผลที่ได้ในเชิงพาณิชย์และ การกระตุ้นกำลังซื้อชั่วคราว ไม่ตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวขณะที่รัฐพยายามเสนอโครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะเป็นการก่อหนี้ในอนาคตอีกบานตะไท ไม่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าล้านล้านบาท หรือโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 1.9 แสนล้าน เสนอโดยรองนายกฯพรรคภูมิใจไทย ที่ร้อนรนผิดปกติ โดยที่ไม่ได้บอกความจริงอีกครึ่งกับประชาชนว่าประเทศไทยกำลังติดกับดักความจนเรื้อรังปีเดียวมีคนจนเพิ่มขึ้น 1 ล้าน คนจนในประเทศไทยทะลุ 3.4 ล้านคน ไปแล้ว.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม