ฟรีดริช เมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเป็นคนไม่พูดมากและไม่ชอบวิจารณ์เรื่องของคนอื่น ผมคิดว่าตอนนี้แกคงจะอดรนทนไม่ไหวกับสถานการณ์โลก เราจึงเห็นแกออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ พันธมิตรนาโตของเยอรมนี27 เมษายน 2026 นายกฯเมร์ซ ไปพูดที่เมืองมาร์สเบิร์ก โดยบอกว่า สหรัฐฯถูกทำให้อับอายขายหน้า ในการทำสงครามกับอิหร่าน แถมแกยังเตือนสหรัฐฯเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องหาหนทางออกจากความขัดแย้งนี้ให้ได้ เพราะดูจากสถานการณ์สงครามแล้ว ‘อิหร่านได้เปรียบ’ไม่ใช่เฉพาะนายกฯเยอรมนีเท่านั้นที่พูดอย่างนี้ ผู้นำทั้งโลกก็มีความคิดเห็นคล้ายกัน แต่ส่วนใหญ่จะพูดอ้อมๆ เพื่อไม่ให้ทรัมป์เจ็บช้ำน้ำใจ ทำนองว่า อิหร่านกำลังถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐฯ แต่ก็จะมีบ้างบางประเทศที่ผู้นำเลียทรัมป์จนมันแผล็บทั้งตัว เยินยอในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงทว่าเยอรมันไม่ใช่เผ่าพันธุ์สายเลีย คนเยอรมันพูดตรงไม่อ้อมค้อม พูดตรงประเด็น ไม่ใช้คำหวาน ไม่เกริ่นยาวเยิ่นเย้อแบบพวกอูเครน อิสราเอล อาร์เจนตินา ฯลฯเมื่อคนเยอรมันพูดว่า ‘This is not correct.’ ที่หมายถึง ‘สิ่งนี้ไม่ถูกต้องจริงๆ’ เป็นคำพูดที่ไม่ได้ดูหมิ่นถิ่นแคลน ไม่ใช่เป็นการด่า ทว่าเป็นการให้ข้อมูลคนเยอรมันแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว เวลาทำภารกิจใดภารกิจหนึ่งจะจริงจังมาก คนชาตินี้ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือในเวลาทำงานหรือในระหว่างเรียน การที่นายกฯเมร์ซ วิจารณ์ว่าสหรัฐฯเสียเปรียบอิหร่านและหาทางออกไม่เจอ อยากจะออกแต่ไม่รู้จะออกอย่างไรที่ไม่ให้เสียหน้า ไม่ได้หมายความว่านายกฯเมร์ซไปดูหมิ่นประธานาธิบดีทรัมป์วัฒนธรรมเยอรมันให้ค่ากับความจริงมากกว่าความเกรงใจ การพูดความจริงคือการแสดงความเคารพประเภทหนึ่ง แต่การพูดอ้อมๆ ถูกมองว่าเป็นพวกกะล่อนปลิ้นปล้อน ไม่จริงใจตอนที่อ่านเจอข้อความนี้ของนายกฯเมร์ซ ผมซึ่งเป็นคนเอเชีย รู้สึกว่า ‘อ้า แหม ท่านนายกฯเมร์ซ พูดแรงไปหน่อย’ แต่พอนึกถึงเรื่องราวหนหลังครั้งที่ไปเยือนเยอรมนี คบค้าสมาคมกับคนเยอรมัน ก็ทำให้นึกได้ว่า นี่เป็นการสื่อสารปกติ“ปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ (สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน) คุณ (สหรัฐฯ) ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงเสมอไป คุณ (สหรัฐฯ) จำเป็นต้องถอยออกมาอีกรอบ เรา (เยอรมนี) เคยเห็นความเจ็บปวดลักษณะนี้ในอัฟกานิสถานเป็นเวลานาน 20 ปี (ซึ่งสหรัฐฯแพ้) และเราเคยพบเห็นมาแล้วในอิรัก”ผู้อ่านท่านผู้เจริญ เมื่อฟังประโยคนี้จากผู้นำประเทศพันธมิตร อย่างทรัมป์คงจะเจ็บปวดรวดร้าวรุนแรง เสมือนนายกฯเมร์ซเอามีดมาปักขั้วหัวใจ จนทรัมป์เริ่มหายใจลำบาก ปอดและระบบไหลเวียนถูกรบกวนจนรู้สึกอ่อนแรง วิงเวียน ทรัมป์กำหมัดแน่น ตอนแรกกะจะชกข้างฝาระบายอารมณ์ แต่แฮ่ๆโกรธจนลืมตัว เผลอเอาหมัดมาชกหน้าตัวเองจนเลือดกำเดาไหลนายกฯเมร์ซชักมีดออกมาจากหัวใจทรัมป์ แล้วแทงเข้าไปใหม่ ด้วยคำพูดที่ว่า “พวกเรา (ชาวโลก) ต่างเห็นชัดว่า พวกเจ้าหน้าที่อิหร่านเป็นนักเจรจาที่มีความชาญฉลาดอย่างมาก และเข้มแข็งกว่าที่พวกเรา (ชาวโลก) เคยคิดไว้”ประโยคที่หนักหนาสาหัสและทำให้ทรัมป์ลงไปชักดิ้นชักงอบนพื้น ตะโกนบอกกับรัฐมนตรีสงคราม นายพีท เฮกเซธ ทำนองว่า อ้า พีท ทำไมพันธมิตรของเรากล้าพูดอย่างนี้ประโยคนั้นคือ “มีประเทศหนึ่งกำลังถูกทำให้อับอายขายหน้าโดยผู้นำอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” ผู้อ่านท่านที่รัก คำว่า ‘ประเทศหนึ่ง’ ของนายกฯเมร์ซ ก็คือ ‘สหรัฐฯ’ นั่นเองใครจะไปเชื่อครับว่า อ้า ประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ที่เคยยืนเด่นเป็นสง่า ผู้นำทั้งโลกเกรงใจ ผู้นำสหรัฐฯในอดีตไม่ต้องพูดอะไร แค่ใช้หางตาซ้ายชำเลืองไปที่ผู้นำพันธมิตรชาติไหน ผู้นำชาตินั้นก็รีบวิ่งปฏิบัติตามจนขาขวิด ตูดบิดตุปัดตุเป๋พันธมิตรเยอรมนีวิจารณ์สหรัฐฯว่า ‘อับอายขายหน้า’ ก็คือเยอรมนีอาจจะพูดว่า คุณแพ้ คุณกระจอกงอกง่อยด้อยค่า อ้า นี่ผมไม่ได้พูดเองเออเองนะครับ ผู้อ่านท่านไปค้นดูในโซเชียลมีเดียก็ได้ว่านายกฯเมร์ซพูดอย่างนี้จริงๆ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม