แชร์ลูกโซ่ “Forex-3D”...ไม่ใช่ คดีที่ล้มเหลว จากการทำธุรกิจ แต่เป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อฉ้อโกงตั้งแต่วันแรก” ทิ้งเศษซากความเสียหายไว้ให้ภาครัฐไล่บี้ ถึงแม้จะยากในการติดตามเส้นทางการเงินโดยเฉพาะการใช้สกุลเงินดิจิทัลแต่...การแกะรอยเงินคริปโตฯ ในคดีแชร์ลูกโซ่ระดับหมื่นล้าน เป็นการสู้กันระหว่าง “เครื่องมือวิเคราะห์เชิงรุก” ของภาครัฐ กับ “ความเร็วในการตัดตอน” ของมิจฉาชีพ ผู้สันทัดกรณีในแวดวงธุรกิจเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ บอกว่า ขั้นตอนและเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่ เช่น DSI, ปปง. และหน่วยงานไซเบอร์ใช้เป็นหลัก เจ้าหน้าที่คงไม่ได้นั่งเฝ้าหน้าจอตารางบัญชี หรือดูสมุดบัญชี แต่คงใช้ซอฟต์แวร์ระดับโลกเข้ามาวิเคราะห์ธุรกรรมบนบล็อกเชน“บล็อกเชนไม่ได้เก็บชื่อผู้ใช้ แต่เก็บรหัสกระเป๋า...ซอฟต์แวร์เหล่านี้จะทำหน้าที่วิเคราะห์กลุ่มข้อมูล โดยการจับกลุ่มกระเป๋าเงินที่มีพฤติกรรมโอนเข้า–ออกสัมพันธ์กัน เพื่อชี้เป้าว่า...กระเป๋า A, B, C เป็นของคนคนเดียวกัน”กระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลการยืนยันตัวตน “KYC Linkage”...เชื่อมโยงกับโลกความจริง เครื่องมือนี้เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากการแลกเงินตราต่างประเทศทั่วโลกเมื่อมิจฉาชีพโอนคริปโตฯเข้ากระเป๋าที่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ในศูนย์ซื้อขายคริปโตฯ เครื่องมือนี้จะแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ทันทีว่า...“กระเป๋านี้เป็นของนาย ก. ที่เปิดบัญชีไว้ที่ Exchange แห่งหนึ่ง”เข้าสู่กระบวนการ Risk Scoring...คำนวณและประเมินเพื่อหา “คะแนนความเสี่ยง” ออกมาเป็นตัวเลข โดยนำปัจจัยต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายมาวิเคราะห์ เพื่อให้องค์กรหรือบุคคลสามารถจัดลำดับความสำคัญและรับมือกับความเสี่ยงนั้นๆได้อย่างถูกต้อง ระบบจะประเมินคะแนนความเสี่ยงของกระเป๋าเงิน หากมีการโอนเงินมาจาก “บริการฟอกเงินคริปโตฯ” ระบบจะไฮไลต์ ว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัยทันทีถ้าเข้าใจไม่ผิดสำหรับขั้นตอนการแกะรอย จะต้องทำงานผ่าน 3 ด่านสำคัญด้วยกัน...ด่านที่ 1 จุดเริ่มของเงิน ต้องหาจุดที่มิจฉาชีพเปลี่ยนเงินบาทเป็นคริปโตฯ เช่น บัญชีธนาคารไทยโอนไปซื้อ USDT ที่ Exchange ไทย นี่คือจุดที่เจ้าหน้าที่ “ล็อก” เส้นทางได้ง่ายที่สุด เพราะมีชื่อ-นามสกุลชัดเจนด่านที่ 2 การไล่ล่าในเขาวงกต มิจฉาชีพจะกระจายเงินผ่าน “กระเป๋าพัก” หลายสิบชั้น เพื่อให้เส้นทางมั่ว เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือสร้างผังภาพ เพื่อดูทิศทางการไหลของเงิน หากมิจฉาชีพโอนเงินไปพักในกระเป๋าที่ไม่มี KYC เจ้าหน้าที่ต้องส่งคำสั่งข้ามประเทศไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศนั้นๆเพื่อขอข้อมูลทางเทคนิค ซึ่งตรงนี้คือ “จุดที่มิจฉาชีพได้เปรียบด้านเวลา”ด่านที่ 3 จุดจบของเงิน เป้าหมายสุดท้าย...จุดที่เปลี่ยนคริปโตฯกลับเป็นเงินสด หรือซื้อทรัพย์สินจริง หากมิจฉาชีพนำเงินไปซื้อของในไทยหรือโอนเข้าบัญชีนอมินีที่เชื่อมกับธนาคารในประเทศ นี่คือจังหวะที่เจ้าหน้าที่เข้า “อายัด” ได้สำเร็จเปรียบเทียบความเร็วของมิจฉาชีพ กับหน่วยงานตรวจสอบ ...เอาแค่ “การโอนเงิน” มิจฉาชีพใช้เวลาเป็น “วินาที” ขณะที่ การตรวจสอบต้องใช้เวลาเป็นวัน...เดือนในการขอหมายศาล เทคโนโลยีคือคำตอบว่า ทำไม “มิจฉาชีพ” ถึงยัง “ชนะ” ในบางจังหวะ?นับรวมไปถึงช่องว่างของความร่วมมือระหว่างประเทศ หากเงินถูกโอนไปยังประเทศที่ไม่มีกฎหมายคริปโตฯ หรือประเทศที่เพิกเฉยต่อการช่วยเหลือคดีอาญา เจ้าหน้าที่ไทยไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากขึ้นบัญชีดำกระเป๋าเงินไว้ ขณะที่การแปลงสภาพเป็น “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มิจฉาชีพยุคใหม่ใช้ระบบแลกเปลี่ยนแบบ P2P ซึ่งเป็นการโอนเงินโดยตรงระหว่างบุคคล ทำให้ไม่มีจุดศูนย์กลางให้เจ้าหน้าที่ไปขอข้อมูล และการใช้ “บัญชีม้าคริปโตฯ” จ้างคนเปิดบัญชีคริปโตฯในต่างประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่แกะรอยถึงแค่ตัวบัญชีม้าแต่...ไม่ถึง “ตัวการใหญ่”ตามกฎหมายไทย การหลอกลงทุน Forex หรือแชร์ลูกโซ่ มีความผิดฐานและข้อกำหนดที่ชัดเจน ผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ถือเป็นกฎหมายหลักในการจัดการแชร์ลูกโซ่ ห้ามโฆษณาชักชวนลงทุน โดยสัญญาจะจ่ายผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสถาบันการเงิน โดยที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ไม่ได้นำเงินไปประกอบกิจการที่ถูกกฎหมายจริง แต่เป็นการนำเงินรายใหม่มาจ่ายรายเก่าผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน) การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่น...ผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน (เช่น การสร้างกราฟเทรดปลอม รีวิวปลอม หรือระบบหลังบ้านปลอม) ผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนเป็น “ความผิดมูลฐาน” การโอน ยักย้าย หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนแหล่งที่มา ถือเป็นคดีฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกต่างหากและถูกยึดทรัพย์ไม่มีใบอนุญาตจาก ธปท. และ ก.ล.ต. ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยัง ไม่มีการออกใบอนุญาต ให้บุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยรายใด ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อยการชักชวนทั้งหมดในไทยจึง “ผิดกฎหมาย” ทันที แต่ความเสียหายมหาศาลเกิดขึ้นแล้ว.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม