เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไป นั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเอกอัครราชทูตประเทศหนึ่ง ในเรื่องของสถาน การณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบ “พลังคือสิ่งที่ถูกต้อง”โดยกรณีนี้ทูตได้ยกตัวอย่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไว้น่าสนใจว่า เสียงของคนในประเทศ หรือเสียงภายในรัฐบาลตัวแทนของประชาชน มักจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนแรกกลุ่มที่มองว่า “สันติภาพ” จะนำมาซึ่ง “ความมั่นคงและความปลอดภัย” ของชาติบ้านเมืองกล่าวคือการให้ไมตรี การแสดงความเป็นมิตร กระชับสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ย่อมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยไปโดยปริยาย คนระหว่างสองประเทศมีมุมมองที่ดีต่อกัน ย่อมอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งก็เหมือนกับเหตุการณ์ของหลายๆประเทศก่อนหน้านี้แต่สำหรับส่วนที่สองในสังคมและขั้วการเมืองคือการมองว่า “ความมั่นคงและความปลอดภัย” จะนำมาซึ่ง “สันติภาพ” ของชาติบ้านเมือง กล่าวคือ หากเรามีกองทัพกองกำลังที่เข้มแข็ง สิ่งที่จะตามมาคือความปลอดภัย ซึ่งย่อมหมายถึงสันติภาพกลายๆศัตรูคู่อริไม่กล้าทำอะไร เพราะรู้ว่า ความเสียหายที่จะตามมาย่อมหนักหน่วงนัก เปรียบเสมือนได้กับการใช้ความกลัวปกครอง อยู่ไปด้วยกันแบบไม่ต้องมาเจรจาพาทีอะไรมาก ไม่ต้องมารบกันอย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ถูกคุกคาม ถูกโจมตีข้ามพรมแดน เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ บ้านเรือนทรัพย์สินถูกทำลาย เสียงของฝ่ายที่สองก็ยิ่งดังมากขึ้น ไปจนถึงจุดที่แนวความคิดว่าสันติภาพต้องมาก่อน กลายเป็นฝ่ายที่ “คิดผิด” พูดไปก็มีแต่โดนด่า เพราะสภาพความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนสิ่งที่จะตามมาคือ พลังเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องไปถล่มก่อนที่มันจะถล่มเรา เราต้องเอาให้ราบคาบ อย่าให้มันฟื้นตัวมาหืออือได้อีก ทำทั้งทีต้องเอาให้จบเพียงแต่ว่า ถ้าเอาไม่ลง เอาไม่จบแล้วจะยังไงต่อ กลายเป็นว่าต้องฆ่ากันไปเรื่อยๆ รุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ปลุกเร้าโดยกระแสอนุรักษนิยมและชาตินิยม ทิศทางโลกปัจจุบันกำลังเป็นเช่นนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจ เพราะดูแล้วยากที่จะมีอะไรมาเบรกกระแสได้.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม