ไม่แปลกใจนำไปเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลิกมุมคิด หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ที่ถูกกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จนสังคมบางส่วนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กังขาต่อ “ระบอบเขากระโดง” ร้ายแรงกว่า “ระบอบทักษิณ”พร้อมย้อนเข็มนาฬิกาไปถึงระบอบทักษิณที่เกิดตามกลไกรัฐธรรมนูญ 40 (รธน.) มีองค์กรอิสระครั้งแรก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)-ป.ป.ช.-ศาล รธน. โดยมี สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นผู้กลั่นกรองจุดเปลี่ยนเกิดจากคดีซุกหุ้น มติศาล รธน. 8 ต่อ 7 ชี้ “บกพร่องโดยสุจริต” ในปี 44 เป็นชนวนเหตุให้เกิดความต้องการ “ควบคุม” องค์กรอิสระที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย โดยวางงานผ่านคณะกรรมการสรรหาเป็นเครื่องมือ ภายใต้การล็อกตัวแทนพรรคการเมือง 4 คน ก็คุมเกมเลือกคนที่ต้องการได้ ก่อนส่งชื่อไปที่วุฒิสภาที่ถูกครหาเป็นสภาผัวเมียเมื่อเทียบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้ รธน. 60 ไปไกลกว่าระบอบทักษิณเยอะมากควบคุมเบ็ดเสร็จ 100% จนนำไปสู่การเลือก สว.กลายเป็นข้อครหา “สว.สีน้ำเงิน” นำไปสู่การเลือก “องค์กรอิสระสีน้ำเงิน” ตามดังที่ปรากฏในปัจจุบันโดยถูกข้อครหา ทั้งการใช้คอนเนกชันสีน้ำเงิน สว.สีน้ำเงินกว่า 130 คน เลือกบุคคลจากกระทรวงคมนาคมหรืออดีตข้าราชการระดับสูงเข้าสู่องค์กรอิสระ ทำให้มีประเด็นที่กลับมาคล้ายกันในบางประการ โดยเฉพาะคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น หจก.คำวินิจฉัยศาล รธน. 1/2567 เป็นนอมินีชัดเจน“ศาล รธน.ใช้คำว่านาย ศ.เป็นผู้ถือแทน พอ ป.ป.ช.ระบุเจ้าตัวไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์ เป็นเรื่องน่าประหลาดในแง่ที่ศาล รธน.วินิจฉัยว่า ใช้นอมินีถือหุ้นแทนป.ป.ช.กลับบอกว่าไม่มีเจตนาปกปิด มันขัดกันในตัว การให้คนถือหุ้นแทน แสดงว่าไม่ต้องการมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ถือ และบริษัทนี้ยังเป็นคู่สัญญากับรัฐการให้คนอื่นถือแทนมีเจตนาปกปิดตามศาล รธน.วินิจฉัย แต่ ป.ป.ช.ชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ยกคำร้องกับข้อเท็จจริงของศาล รธน.เป็นคนละประเด็น จริงๆ เป็นประเด็นเดียวกัน”เมื่อเกิดคดีนี้ทำให้ ป.ป.ช.ถูกข้อครหาโยงกับ สว.กว่า 130 คนที่เป็นสีน้ำเงินและโยงมาที่ผู้ถูกร้องว่าอยู่พรรคสีน้ำเงิน จึงไม่แปลกใจที่คนนำไปเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณแม้ ป.ป.ช.แยกคดีผิดจริยธรรมร้ายแรงออกมา แต่คดีที่ ป.ป.ช.ชี้ขาดไปแล้วจะมีจุดจบอย่างไร โดยเฉพาะขณะนี้เป็นชนวนร้อนที่สังคมวิพากษ์ระบอบเขากระโดง ผศ.ดร.ปริญญาบอกว่า ถ้าเปรียบเทียบ กกต.กับ ป.ป.ช.มีลักษณะคล้ายกัน ชวนสงสัยในประเด็นความเที่ยงธรรม ตอนนี้ ป.ป.ช.มีอาการความเที่ยงธรรมหนักกว่าเพราะมีตัวเปรียบเทียบชัดเจนตามที่ศาล รธน.วินิจฉัยให้นอมินีถือแทน แต่ ป.ป.ช.กลับบอกว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินและ ป.ป.ช.ออกคำชี้แจง 23 เม.ย.ก็น่าประหลาด คำชี้แจงเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมดก็ไม่ทราบของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.เอามาชี้แจงเป็นเหตุผลที่ยกคำร้อง โดยเฉพาะที่ประหลาดมากคือ หลังพ้นตำแหน่งแล้วนายศักดิ์สยามไปขอให้นาย ศ.ทำตามคำวินิจฉัยศาล รธน.โอนหุ้นคืนให้ หจก. แต่นาย ศ.ไม่ยอมทำตามคำวินิจฉัย นายศักดิ์สยามจึงฟ้องศาลนนทบุรีให้บังคับให้โอนคืน สุดท้ายประนีประนอมยอมความ ไม่ติดใจเอาความ แลกกับนาย ศ.ซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม 329 ไร่ เป็นเงิน 51.5 ล้านบาทก็จบกันไป คำถามคือเจ้าตัวมีสิทธิ์ชี้แจง แต่ ป.ป.ช.รับฟังแล้วมาชี้แจงได้หรือยังไม่นับที่นายศักดิ์สยามทำหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบันทุกรายการ โดย ป.ป.ช.บอกว่าเขามาขอปรับปรุงบัญชีแล้วใส่ 51 ล้าน บาทเข้าไป ป.ป.ช.ทำงานแปลกมากทั้งที่ศาล รธน.ไม่ได้สั่งให้นาย ศ.คืนหุ้น แต่ระบุนายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงต้องห้ามตาม รธน.ต้องพ้นตำแหน่ง และยังมีคำถามอีกมูลค่าหุ้นของ หจก. 119.5 ล้านบาท ค่าที่ดินน้อยกว่าถึง 68 ล้านบาท ทำไมจบลงง่ายๆประเด็นนี้ ป.ป.ช.ต้องสงสัยนอกเหนือจากสงสัยว่านาย ศ.นำเงินที่ไหนมาซื้อหุ้น หจก.จากนายศักดิ์สยาม เพราะ ศาล รธน.ไม่เชื่อว่านาย ศ.มีรายได้เพียงพอแก่การซื้อหุ้นของ หจก.ที่อยู่ในบ้านของผู้ถูกร้อง รวมถึงนาย ศ.เคยเบิกค่าน้ำมัน พลาดหรือเผลอเราไม่ทราบไปเขียนในบิลว่า “ค่าน้ำมันติดตามนาย”สรุปข้อพิรุธ—พฤติการณ์ แห่งคดีเป็นนอมินีแต่ผลลัพธ์ที่ ป.ป.ช.ชี้นับจากนี้ไปการให้ “นอมินี” ถือหุ้นแทนเป็นเจ้าของไม่ถือเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอีกต่อไป ถ้า ป.ป.ช.ทำแบบนี้ระบบตรวจสอบทรัพย์สินพังพินาศหมดแล้วขณะนี้กำลังมีกระบวนการเอาผิด ป.ป.ช.อยู่ ผศ.ดร.ปริญญาบอกว่า รธน.40 และ รธน.50 องค์กรอิสระ ศาล รธน. ประชาชนเข้าชื่อร้องให้พิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้แต่ รธน.60 เอาออกหมด ยกเว้น ป.ป.ช.ที่เป็นองค์กรตรวจสอบทุจริต เปิดให้ สส. 1 ใน 10 -สว. 1 ใน 10-ประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนเข้าชื่อร้องศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระที่เป็นกลาง ประเด็นคือต้องร้องผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาถึงจะไปถึงศาลฎีกา ถ้าไม่เห็นว่าจะต้องส่งไปศาลฎีกาก็จบสังคมตั้งข้อสังเกตมีโอกาสเกิดพฤติกรรม “ผลัดกันเกาหลัง” ผศ.ดร.ปริญญา บอกว่า กลไกมีช่องทาง ขณะที่คดีฮั้วเลือก สว. ขาดอีก 3 เดือนครบ 2 ปี ปรากฏว่า กกต.ยังไม่ดำเนินการใดๆก็ไปฟ้องศาลอาญา แต่ถูกยกไปแล้วอีก 1 คดี เพราะผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ ป.ป.ช.ต้องผ่านประธานรัฐสภา จะผ่านได้หรือไม่“ท่ามกลางวิกฤติสองมาตรฐาน ป.ป.ช.ถูกมองว่าขาดความสมดุลเมื่อเปรียบเทียบ 2 คดีใหญ่ที่ผลออกมาคนละขั้วระหว่างคดีนายศักดิ์สยามผลออกมาหย่อนจนน่าเกลียด ศาล รธน.วินิจฉัยชัดเจนเป็นนอมินีถือหุ้นแทน ป.ป.ช.กลับชี้ว่าไม่มีเจตนาปกปิด สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย กับคดี 44 สส.อดีตก้าวไกลที่ผลออกมาตึงจนเกินไป ป.ป.ช.สรุปความผิดร้ายแรงกว่าที่ศาล รธน.ระบุว่า เจตนาชัดแจ้งในการล้มล้างการปกครอง ทั้งที่ศาล รธน. ใช้เพียงคำว่า เชื่อว่า—น่าจะ—เห็นได้ว่า”ป.ป.ช.ตีความกฎหมายที่ข้ามขั้น ทั้งที่การเสนอแก้ไข ม.112 เช่น เปลี่ยนตัวผู้ฟ้อง การปรับลดโทษไม่เท่ากับการล้มล้างสถาบัน แต่ ป.ป.ช.ตีความไปไกลถึงขั้นเป็นความผิดร้ายแรงที่สุด ขณะที่ทางนิติบัญญัติ สส. 151 คน ทำได้เพียงเสนอกฎหมาย แต่จะผ่านสภา ได้ต้องใช้เสียงเกินครึ่งและต้องผ่าน สว.อีกหากนำการเมืองไปเปรียบเทียบกับการแข่งขันกีฬา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้เล่น แต่อยู่ที่กรรมการ เมื่อทำหน้าที่จนถูกมองว่าเข้าข้างอีกทีมหนึ่ง เมื่อกรรมการไม่เที่ยงธรรม ประชาธิปไตย ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ย่อมกระทบต่อคนกลางๆ และความรู้สึกของสังคม เริ่มตั้งคำถามความแตกต่างของคำชี้ขาดห่างกันราวฟ้ากับเหวจนทำลายศรัทธาที่มีต่อองค์กรอิสระอย่างรุนแรงคดีฮั้วเลือก สว. คดีเลือกตั้ง สส. คดีเขากระโดง สังคมเริ่มเอะใจระบอบเขากระโดงทำอะไรไม่ผิด กระแสต่อต้านเริ่มก่อตัวมากขึ้น ผศ.ดร.ปริญญา บอกว่า ตรงไหนที่ยึดโยงกับ สว.มันมีคำถามหมด แต่ศาลฎีกาไม่ยึดโยงไม่คิดว่าศาลฎีกาเห็นดีเห็นงามกับ ป.ป.ช.ไปทั้งหมด ผมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.ทำเกินเลยไป หากมองไปไกลหน่อยจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้องค์กรอิสระว่ากันตามเนื้อผ้า ตรงนี้เรื่องใหญ่ รธน. 60 ที่เรียกกันว่าฉบับปราบโกง ความจริงเป็นฉบับปราบฝ่ายตรงข้าม พวกเดียวกันหลุดหมดหรือไม่ ระยะยาวต้องแก้ไขตรงนี้ระยะสั้นข้างหน้าระหว่าง กกต.กับ ป.ป.ช. โดย ป.ป.ช.มีช่อง ถ้าใครประกาศเข้าชื่อเชื่อว่า 2 หมื่นชื่อทะลุเป้าเร็วแน่นอน เผลอๆมาเป็นแสนๆเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้เท่ากับสะสมวิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลทางอ้อม ผศ.ดร.ปริญญา บอกว่า ทำให้กระทบต่อรัฐบาลโดยไม่จำเป็น ทำให้ความชอบธรรม ความนิยมของรัฐบาลลดน้อยถอยลงไปด้วยขอยกอุทาหรณ์ระบอบทักษิณสมัย 2 แลนด์สไลด์อยู่ได้แค่ 1 ปีครูใหญ่ที่มีบทบาทก็พึงระวัง ผลร้ายจะกลับมาสู่ตัวรัฐบาลได้ฉะนั้นอย่าคิดว่าเมื่อควบคุมองคาพยพทั้งหมดแล้วจะอยู่นาน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม