ศาลให้ประกันอัจฉริยะและพวก หลังกองปราบฯ คุมตัวฝากขังร่วมกันกรรโชกทรัพย์ 2.5 ล้านบาท ผกก.ห้องกัก ตม. วางเงื่อนไขห้าม ยุ่งเหยิงพยาน ด้านโฆษก ตร. ผบช.ก.และชุดจับกุม ตั้งโต๊ะแถลงเปิดพฤติการณ์ กลุ่มผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กัน ทำ ตั้งแต่ใช้ชื่อเสียงเข้าหา-ข่มขู่-รับเงิน ผู้เสียหายถูกบีบจ่ายยังถูกแฉซ้ำ ยันดำเนินคดีตามหลักฐานไม่มีกลั่นแกล้ง โยนต้นสังกัดเร่งเชือดรอง ผบก.ตชด.ภ.4 เอี่ยวแก๊งจอมแฉ ส่วนคดีเก่าปล่อยจีนเทาพ้นคุก สั่งให้ออกราชการแล้ว 7 นายกรณีตำรวจกองปราบปรามบุกรวบ “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” นักร้องเรียนและจอมแฉตัวยง คาร้านอาหารเวียดนามชื่อดังย่านพญาไท ถนนพระราม 6 กทม. ตามหมายจับศาลอาญาคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ หลัง พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.3 บก.สส. สตม.หรือผู้กำกับห้องกัก ตม. แจ้งความถูกรีดเงิน 2.5 ล้านบาท แลกกับการไม่แฉข้อมูลฉาวช่วยเหลือปล่อยผู้ต้องหาจีนเทาไปแฉในรายการไลฟ์ เจ้าตัวให้การปฏิเสธ ชุดจับกุมนำตัวไปค้นบ้านหาหลักฐานเพิ่มเติม ล่าสุดตามรวบผู้ร่วมทีมได้แล้ว 5 คน มี พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รอง ผบก.ตชด. ภาค 4 ร่วมด้วย ทั้งหมดถูกสอบปากคำที่กองปราบฯตลอดทั้งคืนล่าสุดเมื่อเวลา 08.15 น.วันที่ 22 เม.ย. พนักงานสอบสวน กก.1.บก.ป. นำตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมพวกที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ รวม 3 ราย ไปส่งผัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญาโดยนำตัวออกจากอาคารกองปราบไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ที่อาคารจอดรถด้านหลัง ทำให้ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพหลายสำนักต่างตั้งกล้องดักถ่ายภาพทำข่าวจำนวนมากที่ประตูทางเข้าอาคาร ต้องรอเก้อต่อมาที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ปราโมทย์ ศุขศรีไพศาล พนักงานสอบสวน บก.ป. นำตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ อายุ 48 ปี น.ส.วิภาดา จั่นเรไร อายุ 24 ปี ทนายความ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ อายุ 58 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-3 ในข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจ และร่วมกันกรรโชก มาฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ต่อศาลคำร้องฝากขังบรรยายโดยสรุป กล่าวคือเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.68 พ.ต.อ.วัชรพล ผู้กล่าวหา ทราบว่า นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาที่ 3 เตรียมไลฟ์เปิดโปงความไม่โปร่งใสในการปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวจีน ต่อมาวันที่ 2 ม.ค.69 พ.ต.อ.วัชรพลเข้าพบผู้ต้องหาที่ 3 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่บ้านย่านสุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังจากนั้น พ.ต.อ.กวินศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 เพื่อนร่วมรุ่นผู้กล่าวหา และ น.ส.วิภาดา ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ติดต่อกลุ่มผู้กล่าวหา อ้างตัวเป็นคนกลางเรียกเงิน 2 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านบาท แลกกับการให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดแฉ ข่มขู่ว่าหากไม่จ่ายจะเสื่อมเสียชื่อเสียงและกระทบต่อหน้าที่การงาน กลุ่มผู้กล่าวหาเกิดความกลัวรวบรวมเงินส่งมอบให้นายจิรโรจน์ กรพัตนะทรัพย์ อายุ 59 ปี กับ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัตนะทรัพย์ อายุ 48 ปี 2 ผัวเมียและ ส.อ.สิทธิชัย ทังโส อายุ 40 ปี ตามนัดหมายที่ร้านกาแฟย่านเลียบด่วนรามอินทรา เมื่อวันที่ 9 ม.ค.69 มีการแยกเงินทั้งหมดใส่ซองกระดาษสีน้ำตาล 2 ซอง ก่อนแยกย้ายกันกลับคำร้องฝากขังบรรยายต่อว่า แม้จะจ่ายเงินแล้ว แต่ในวันที่ 12 ม.ค.69 ผู้ต้องหาที่ 3 ยังคงไลฟ์แฉ พฤติการณ์ตามเดิม กลุ่มผู้กล่าวหาเข้าแจ้งความดำเนินคดี กระทั่งวันที่ 21 เม.ย.69 เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับศาล ก่อนจับกุมทั้ง 3 ราย ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและกรรโชกทรัพย์ เหตุเกิดที่ ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, แขวงประเวศ เขตประเวศ, แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง และแขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. ระหว่างวันที่ 8 ธ.ค.68-12 ม.ค.69 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นขบวนการที่กระทำผิดซ้ำซ้อน บั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวน การยุติธรรม และมีผู้เสียหายรายอื่นอีกหลายราย ศาลอนุญาตให้ฝากขังต่อมาผู้ต้องหาทั้งหมดยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ 1-3 ระหว่างสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 ใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาท ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้หลักทรัพย์ 100,000 บาท และนายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาที่ 3 ใช้วงเงิน 400,000 บาท ห้ามผู้ต้องหาที่ 1-3 ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการใดๆอันจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ห้ามพบหรือเข้าใกล้ ข่มขู่ ยุ่งเกี่ยว หรือกระทำการใดกับผู้เสียหายหรือพยานในคดีอันมีลักษณะอย่างเดียวกับที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตำรวจกองปราบปรามนำตัว ส.อ.สิทธิชัย ทังโส นายจิรโรจน์ กรพัฒนะทรัพย์ และ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัฒนะทรัพย์ 3 ผู้ต้องหาที่ร่วมกับนายอัจฉริยะและพวก มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาในความผิดฐาน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก ศาลอนุญาตฝากขังตามคำร้องต่อมาเวลา 13.30 น.วันเดียวกัน ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ร่วมแถลงผลจับกุมแก๊งกรรโชกทรัพย์ตำรวจ ตม. 2.5 ล้านบาทพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เผยว่า กลางเดือน ก.พ.69 มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อ กก.1.บก.ป. ถูกกลุ่มบุคคลเรียกรับเงินแลกกับการไม่เปิดโปงข้อมูลที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินไปกว่า 2.5 ล้านบาท แต่กลุ่มผู้ต้องหายังนำข้อมูลไปเปิดเผยจนได้รับความเสียหาย ตัดสินใจเข้าแจ้งความ จากการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย คือนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 น.ส.วิภาดา จั่นเรไร ทนายความ ส.อ. สิทธิชัย ทังโส คนขับรถนายอัจฉริยะ นายจิรโรจน์ กรพัฒนะทรัพย์ และภรรยา เป็นกลุ่มรับเงินขณะที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กัน 3 ส่วน กลุ่มแรกคืออินฟลูเอนเซอร์ ใช้ความน่าเชื่อถือเข้าหาผู้เสียหาย กลุ่มที่สองข่มขู่กดดันให้ยอมจ่ายเงิน กลุ่มที่สามทำหน้าที่รับเงิน พยานหลักของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่ารู้จักกันมาพอสมควร ทั้งนี้ มีผู้ต้องหา 3 รายที่ให้การปฏิเสธ นำตัวส่งศาลอาญาฝากขังแล้ว อีก 3 ราย ถึงแม้ให้การปฏิเสธ แต่ยังให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ขณะนี้กำลังสอบปากคำอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะนำตัวส่งฟ้องฝากขังที่ศาลอาญาต่อไปด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.กล่าวต่ออีกว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามพยานหลักฐาน มีผู้เสียหายยืนยันชัดเจน ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือมีเหตุโกรธเคืองส่วนตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในห้องกัก ตม. ว่า คณะทำงานตรวจสอบที่ตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.69 จัดชุดตรวจสอบ 4 ชุดลงพื้นที่ทั่วประเทศ มีคำสั่งให้ออกจากราชการแล้ว 7 นาย เป็นตำรวจในพื้นที่นครบาล 3 นาย อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. นอกจากนี้ยังพบตำรวจอีก 4 นายในพื้นที่ภาค 2, 3, 4 และ 7 กระทำผิดวินัยและอยู่ระหว่างตรวจสอบความผิดทางอาญาเพิ่มเติม ยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่รายใดเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้นเมื่อถามว่าการจับกุมนายอัจฉริยะ และผู้ร่วมขบวนการเงียบผิดปกติ มีการซุ่มนำตัวไปฝากขังที่ศาลด้วย ตำรวจปิดข่าวหรือกังวลใจเรื่องถูกฟ้องกลับหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า เป็นสิทธิผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาที่จะใช้สิทธิฟ้องกลับชุดจับกุมหรือพนักงานสอบสวน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวั่นไหว เพราะเกิดขึ้นในหลายคดี และคดีนี้ ศาลอนุมัติหมายจับ ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย เบื้องต้นถือว่ามีการตรวจสอบหลักฐานและจากหน่วยงานอื่น มีการตรวจสอบจากกระบวนการยุติธรรม จนศาลอนุมัติออกหมายจับ ขณะนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มีคำสั่งไปยังต้นสังกัด พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 ให้พิจารณาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ถูกออกหมายจับ เนื่องจากมีหลักฐานระบุชัดเจนสังกัดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่ปรากฏมาอยู่ในพื้นที่นครบาล อยู่ในขบวนการจนถูกออกหมายจับ หากเข้าข่ายกระทำความผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีระเบียบและขั้นตอนพิจารณาเรื่องของวินัยอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ตามขั้นตอนผู้ถูกกล่าวหา จะต้องรายงานตัวต้นสังกัดว่าต้องคดีอาญา จากนั้นต้นสังกัดจะรายงานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาในเรื่องการปกครอง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 วันรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ 1 ในผู้ต้องหาที่เป็นข้าราชการ ไม่ถูกแจ้งข้อหาตามฐานความผิด 157, 149 เพราะการสืบสวนสอบสวนพบว่าไม่ได้เอาตำแหน่งเข้าข่มขู่ หรือเรียกรับโดยตรง แต่เป็นแค่ผู้ร่วมขบวนการกรรโชกทรัพย์เท่านั้นหลังได้ประกันตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีปัญหาขัดแย้งกับนายอัจฉริยะมา 2 ครั้ง เคยถูกร้องเรียน รวมถึงถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่ทุกกรณีได้ใช้ข้อเท็จจริงต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมาย ท้ายที่สุดเรื่องยุติ ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม ส่วนสาเหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีบุคคลโทรศัพท์มาขอคำปรึกษา หลังทราบว่าตนมีประสบการณ์ถูกร้องเรียนและแก้ไขปัญหาได้ จึงให้คำแนะนำในฐานะคนรู้จักด้วยความหวังดี ไม่ได้มีส่วนร่วมตามที่ถูกกล่าวหา ไม่เคยได้รับผลประโยชน์หรือส่วนแบ่งเงิน 2.5 ล้านบาท เป้าหมายเดียวคืออยากช่วยเพื่อนให้พ้นปัญหา ไม่เคยติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายอัจฉริยะ อีกทั้งเคยได้รับผลกระทบจากการถูกพาดพิง ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงนาน 3 ปี ส่งผลกระทบทั้งต่อหน้าที่การงานและครอบครัว เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้อื่น ส่วนที่มีกระแสเรียกร้อง ให้พิจารณาให้ออกจากราชการ พร้อมน้อมรับและเคารพทุกคำสั่งที่ออกมาตามกระบวนการ หากเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และความเชื่อมั่นของประชาชน ยินดีปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่หากผู้บังคับบัญชายังเห็นว่าตนสามารถปฏิบัติหน้าที่และทำประโยชน์ให้กับองค์กรและประชาชนได้ พร้อมจะทำหน้าที่ต่อไปต่อมาเวลา 18.23 น. นายอัจฉริยะเดินออกทางหน้าบันไดศาล พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชน ก่อนเปิดเผยว่า ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้เนื่องจากเป็นคำสั่งของศาล หากให้สัมภาษณ์อาจจะถูกเพิกถอนประกันได้ พร้อมบอกว่าสบายใจอยู่แล้ว เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ก่อนจะเดินออกไปรอรถ และเดินทางกลับทันทีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่