พรรคร่วมรัฐบาลแบ่งเค้กคุมพื้นที่ฐานเสียง “อนุทิน” มอบ “พิพัฒน์” คุมภาคใต้เบ็ดเสร็จ “ทรงศักดิ์” ดูแลอีสาน “ภราดร” รับผิดชอบโซนภาคกลาง “ผึ้ง ศุภมาส” จัดการปริมณฑล “นภินทร” กลุ่มภาคกลางตอนล่าง “ยศชนัน” กำกับจังหวัดภาคเหนือ พท.จัดแถวข้าราชการการเมือง ส่ง “ฉัตริน” นั่งเลขาฯ รมว.อว. “สุริยะ” ดึง “สรวุฒิ” เลขาฯ รมว.เกษตรฯ “มาร์ค” รับ “วีระพงษ์” มาปรึกษาแล้ว แนะให้ลาออกรองหัวหน้า แซะ “ศุภจี” ไม่เคยบอกกล่าว “วีระพงษ์” โพสต์แจงยิบเหตุทิ้ง ปชป.โผซบ “น้ำเงิน” “ไอซ์-ช่อ” สำรวจตลาด ชาวบ้านโอดบัตร 100 บาท 1 เดือนเอาไปทำอะไร “ช่อ” แฉแก๊งงาบพลาสติกเริ่มทำงานพรรคร่วมรัฐบาลแบ่งเค้กดูแลพื้นที่ฐานเสียง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ มอบหมายงานรองนายกฯ กำกับ-ติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม คุมภาคใต้เบ็ดเสร็จ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษาฯ ดูแลภาคเหนือ“พิพัฒน์” คุมด้ามขวานเบ็ดเสร็จเมื่อวันที่ 12 เม.ย. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. มีมติรับทราบคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งนายกฯที่ 86/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกฯและ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 5 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสงขลา เขตตรวจราชการที่ 6 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จ.กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล เขตตรวจราชการที่ 7 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลามอบ “ทรงศักดิ์” ดูแลภาคอีสานน.ส.รัชดากล่าวว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับเขตตรวจราชการที่ 10 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จ.บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี เขตตรวจราชการที่ 11 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จ.นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร เขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง กำกับเขตตรวจราชการที่ 8 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 ประกอบด้วย จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง“ยศชนัน” ดูพื้นที่เหนือตอนบนโฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าวว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับเขตตรวจราชการที่ 15 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน เขตตรวจราชการที่ 16 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จ.เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับเขตตรวจราชการที่ 2 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประกอบด้วย จ.นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ เขตตรวจราชการที่ 9 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ประกอบด้วย จ.จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับเขตตรวจราชการที่ 3 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี เขตตรวจราชการที่ 4 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เขตตรวจราชการที่ 17 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จ.ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และอุตรดิตถ์“ภราดร” รับผิดชอบโซนภาคกลางน.ส.รัชดากล่าวอีกว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับเขตตรวจราชการที่ 1 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประกอบด้วย จ.ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง เขตตรวจราชการที่ 18 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับเขตตรวจราชการที่ 13 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เขตตรวจราชการที่ 14 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จ.ยโสธร จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ และ จ.อุบลราชธานี การมอบหมายดังกล่าวมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เร่งติดตามงานต่อเนื่อง สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมประเมินผลและตรวจสอบโครงการ-งบประมาณพท. จัดแถว ขรก.การเมืองเสร็จผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า พรรคได้พิจารณาผู้เข้ามารับตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เพื่อช่วยงานรัฐมนตรีโควตาพรรคเรียบร้อยแล้ว แจ้งให้แต่ละคนกรอกประวัตินำให้หน่วยงานราชการตรวจคุณสมบัติเช่นเดียวกับรัฐมนตรี คาดว่ารายชื่อดังกล่าวจะเข้าที่ประชุม ครม.ถัดไปหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ สำหรับรายชื่อข้าราชการการเมืองที่จะมาช่วยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คือนายศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย มาเป็นรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมือง น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิยช์ อดีต รมช.มหาดไทย ตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกฯ นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเลขานุการ รมว.อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.อว. ทตพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เป็นที่ปรึกษา รมว.อว.“สรวุฒิ” นั่งเลขานุการ “สุริยะ”สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย อดีตผู้สมัคร สส.นครสวรรค์ เป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.อว. ช่วยงานนายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ นายจเด็ศ จันทรา อดีตผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ช่วยงาน น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ มีนายวัลลภ รุจิรากร เป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ นายภาควัต ศรีสุรพล อดีต สส.ขอนแก่น เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ช่วยงานนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ สำหรับกระทรวงแรงงาน มีนายสุรชาติ เทียนทอง เป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีนายอภิชา เลิศพชรกมล เป็นเลขานุการ รมว.พม. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เป็นที่ปรึกษา รมว.พม. น.ส.ชนก จันทาทอง เป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.พม.“มาร์ค” รับ “วีระพงษ์” มาปรึกษาขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย ได้รับการแต่งตั้งจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ให้เป็นคณะที่ปรึกษา ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากนางศุภจี แต่นายวีระพงษ์มาปรึกษาตนว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรปเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี โดยมีเป้าหมายดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ กรณีของนายวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษา หรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ เพราะถือเป็น ตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นทางการและมีค่าตอบแทนแนะลาออกรอง หน.ปชป.–สมาชิกนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนั้นเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่ามีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล เห็นตรงกันว่าเป็นงานที่นายวีระพงษ์ถนัดและชอบเป็นพิเศษรัฐบาลรวมทั้งประเทศได้ประโยชน์ หากนายวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของนายวีระพงษ์เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จะเกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัวเกี่ยวกับสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากนายวีระพงษ์ประสงค์จะไปรับตำแหน่ง ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคก่อนอยู่ที่นายวีระพงษ์จะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรเจ้าตัวทิ้ง ปชป.ไปร่วมทีม “ศุภจี”ต่อมาเวลา 16.31 น. นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งสมาชิกในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารพรรคว่า ได้ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคแล้ว หลังได้รับเชิญเข้าร่วมคณะที่ปรึกษานางศุภจี คาดว่าจะได้รับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย พร้อมระบุว่า “ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้วขอกราบขอบพระคุณพี่น้องชาวพรรคประชาธิปัตย์ทุกท่าน สำหรับมิตรภาพและการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา”โพสต์แจงยิบเหตุผลที่ตัดสินใจนายวีระพงษ์ยังโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจครั้งนี้ว่า ได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย รับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป งานนี้ทำมาตั้งแต่เป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว และอยากทำต่อเนื่องให้สำเร็จ เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับคนไทยได้มาก เนื่องจากผู้แทนการค้าไทยขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล จึงขอลาออก เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ประทับใจและเห็นตรงกับความคิดของนายอภิสิทธิ์ที่อยากพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการเจรจาการค้าที่ทันโลก เมื่อได้รับทาบทามอย่างเป็นทางการจากนางศุภจี ก็รีบหารือกับนายอภิสิทธิ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและเคารพในหน้าที่บทบาทของทุกฝ่าย ต้องขอบคุณที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา บทบาทไหนไม่สำคัญเท่ากับการพาประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้ในภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติเช่นนี้“อนุทิน” อวยพรสงกรานต์ปีใหม่ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า เนื่องในวันสงกรานต์ 2569 ว่า “สงกรานต์ปีนี้ขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสุขอย่างเต็มที่ เดินทางไปทุกที่ด้วยความปลอดภัย อย่าลืมว่าดื่มแล้วต้องไม่ขับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ช่วงเวลาแห่งวันหยุดตักตวงความสุขให้ตนเองและครอบครัว ขอให้โชคดีสวัสดีปีใหม่ไทยทุกคน”ดอดขึ้นเชียงรายแจมเป่าขลุ่ยผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ยังถือโอกาสลงพื้นที่สำรวจการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ จ.เชียงราย ทันทีที่มาถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง นายอนุทินได้ร่วมแจมเป่าขลุ่ยกับวงดนตรีไทย ที่เล่นต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาถึงสนามบิน ให้ผู้โดยสารฟังกันเพลินๆ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่านายกฯมีกำหนดการปฏิบัติไปภารกิจอะไรที่ จ.เชียงราย“ไอซ์–ช่อ” สำรวจตลาดท่าน้ำนนท์วันเดียวกัน เวลา 09.40 น. ทีมประชาสัมพันธ์พรรคประชาชน (ปชน.) เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความระบุว่า น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชน. พร้อม น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมกันเดินตลาดนัดท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี ได้พูดคุยสอบถามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และท่ามกลางสถาน การณ์วิกฤติราคาน้ำมันในปัจจุบัน ระหว่างการสำรวจ มีโอกาสร่วมพูดคุยกับทั้งพ่อค้าแม่ขายและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ถึงผลกระทบต่อราคาสินค้า และการค้าขายชาวบ้านโอดบัตร 100 บาทน้อยไปน.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า สิ่งที่พบเห็นตลาดในช่วงนี้ไม่คึกคักอย่างที่ควร ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจะมาจับจ่ายใช้สอย เพิ่มขึ้น อีกสิ่งที่พบคือผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้า ขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันแทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบจะขึ้นราคาแต่ก็ยังต้องขายในราคาเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ราคาผักบางรายการเห็นได้ชัดว่าเป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุก อย่าง แต่ผู้ค้าต้องตรึงราคาเอาไว้ สภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผล ให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้อง พิจารณาสภาวะการคลัง แต่ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้อง ให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจ สภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหนแฉแก๊งกักตุนพลาสติกเริ่มทำงานน.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้าหาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลา ที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อน ยากลำบากขึ้น เรื่อยๆ และสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือพลาสติก ที่ขณะนี้ยังไม่ขาดแคลน แต่กลับมีการขึ้นราคาอย่างผิดปกติจากฝั่งโรงงาน นี่คือเรื่องที่ผู้ค้ารายย่อย และระดับรากหญ้าเดือดร้อนกันมาก ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและพลังงานเท่านั้น“ไอซ์” จี้โปะงบประคองชีวิตคนไทยน.ส.รักชนกกล่าวว่า เดินสำรวจพบว่าสินค้าประเภทผลไม้ต้นทุนอาจยังไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ บางรายการเป็นการปรับขึ้นบ้างตามฤดูกาล แต่สิ่งที่ผู้ค้าแทบทุกรายต้องใช้คือถุงพลาสติก หลายราย ต้องใช้น้ำมันพืช สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนเดินตลาดน้อยลง ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น กลายเป็นต้องซื้อของน้อยลง ซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยต้องลดลงไปตามลำดับ ทั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่เห็นได้ชัดว่าคนที่กลับบ้านทางไกลลดลง รวมถึงการท่องเที่ยวที่บางครอบครัววางแผนเที่ยวก่อนหน้านี้ต้องพับแผนไปโดยปริยาย สิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณา โดยเฉพาะในช่วงที่เตรียมจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ควรต้องพิจารณาตัดลดงบหลายส่วนที่ยังสามารถชะลอได้ เช่น งบก่อสร้างถนน สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าคือชีวิตของประชาชนคนหนุนปรับโครงสร้างพลังงานอีกเรื่อง สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,266 คน ระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย. เรื่อง “การรับมือวิกฤติพลังงานของรัฐบาล” พบว่าจาก 3 แนวทางที่นายกฯแถลง เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน โดยการจัดอันดับมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.27 เห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงานมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 59.48 คือการจัดมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เช่น คนละครึ่งพลัส / สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ร้อยละ 58.06 ปรับลดงบประมาณภาครัฐ นำมาช่วยเหลือลดผลกระทบแก่ประชาชนเป็นลำดับแรก ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า สำหรับความคาดหวังจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ร้อยละ 34.36 ระบุว่าน่าจะสำเร็จ ร้อยละ 32.23 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 14.69 ระบุว่าสำเร็จแน่นอน และสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการ ร้อยละ 76.07 เรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 75.12 ให้ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และร้อยละ 54.74 ให้เพิ่มเงินอุดหนุนค่าไฟสำหรับผู้มีรายได้น้อย