ทราบหรือไม่! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐทุกประเภท ทั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯจัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท นับเป็นงบประมาณที่สูงมากโดยหากเทียบเคียงกับงบฯอาหารกลางวันเด็กระดับอนุบาลถึงประถม 6 ในสังกัด สพฐ.ที่ได้รับสิทธิงบฯเฉลี่ย 22-27 บาทต่อคนต่อมื้อ แล้วงบฯดูงาน 250 ล้านบาทต่อปีจะสามารถจัดอาหารได้ประมาณ 10 ล้านมื้อ ดูแลนักเรียนได้ประมาณ 5 หมื่นคน ตลอด 1 ปีการศึกษาหรือ...ประมาณกว่า 100 ล้านมื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศ ไทย) เปิดประเด็นร้อนนี้ไว้ในเฟซบุ๊ก “Mana Nimitmongkol” หัวข้อ “หยุดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว”ดร.มานะ ย้ำว่า เราได้ยินข่าวทุจริตอาหารกลางวันเด็กมาอย่างต่อเนื่องบ้าง งบฯไม่พอบ้าง จึงเป็นเรื่องเสียโอกาสอย่างยิ่งหากรัฐจัดทริปดูงานโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์แม้ใช้เครื่องมือสืบค้นอย่าง ACT Ai ซึ่งเชื่อถือในประสิทธิภาพได้ก็จริง แต่ด้วยเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” เช่นศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพการเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น จึงทำให้ระบบตรวจไม่สามารถระบุจำนวนโครงการทั้งหมดประเด็นน่าสนใจมีว่า...เคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียวจุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นโซนยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ตามด้วย...ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เฉพาะช่วงปี 2563-2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิดต่อกรณีที่ผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ได้ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้นั้น ต้องชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี จึงขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงาน หรือการประชุมให้เกิดความรัดกุมเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งอันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้ ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง “ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้” ดร.มานะ ว่าดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆในเรื่องการใช้...“เงินของแผ่นดิน”นอกจากนั้น ดร.มานะ ยังได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญเอาไว้อีกว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป...“ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไมดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆเป็นหลักก่อนแล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้างเช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้ตอกย้ำประเด็นสำคัญมีว่า...เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆไป...ใครคือผู้รับผิดชอบ?การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน”การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคมมีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้นให้ย้อนนึกถึงคำถามใหญ่คือ...ถ้าเรื่องไม่แดง รัฐจะหยุดผลาญเงินหรือไม่?เมื่อเกิดปุจฉาข้อสงสัย “การศึกษาดูงานที่แฝงท่องเที่ยว” คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเปล่า ก็ยังมีทางเลือกที่ประหยัดกว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีและสง่างามกว่าบทสรุปสั้นๆวันนี้...ตราบใดที่งบประมาณ 2,500 ล้านบาท ยังถูกใช้เป็น “รางวัล” ให้คนระดับบน แต่เด็กไทยยังขาดอาหารและต้นไม้ที่ดาบวิชัยปลูกยังถูกโค่นทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ความ เหลื่อมล้ำและอคติของรัฐสมัยใหม่ก็จะยังคงเป็น “หมอกควัน” ที่ปกคลุมประเทศไทยต่อไปอย่างไม่มีวันจาง?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม