“อนุทิน” เตรียมนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ จากนั้นเป็นประธานประชุม ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. เปิดร่างนโยบายรวม 19 หน้า ครอบคลุมภารกิจ 22 ด้าน ชู “คนละครึ่งเกษตรกร” ลุยปราบแก๊งสแกมเมอร์-ทุนเทา เรียนฟรีมีจริง-รักษาทุกที่ได้ทันที “ปิยบุตร” จับไต๋ กกต.ล้างบางค่ายส้ม “น้ำ 4” ฉะใช้คดียุบพรรคเป็นชนักปักหลัง ห่วงสีน้ำเงินกินรวบเกมแก้รัฐธรรมนูญ โพลชี้คนไม่เชื่อมั่นดรีมทีมรัฐบาล “หนู/2” “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” คะแนนดิ่ง ไม่เห็นใจรัฐบาลกับฝีมือแก้วิกฤติพลังงาน คนไทยปรับแผนงดรื่นเริงช่วงสงกรานต์นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เตรียมนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันที่ 6 เม.ย.เวลา 19.00 น. ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 20.00 น.“อนุทิน” เตรียมนำ ครม.ถวายสัตย์เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เตรียมนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในวันที่ 6 เม.ย. เวลา 19.00 น. จากนั้นเวลา 20.00 น. นายอนุทินเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีวาระการประชุมเรื่องสำคัญๆ อาทิ การพิจารณานโยบายของรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. ที่ ครม.ต้องเห็นชอบ และการจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ แทนชุดเดิมจะสิ้นสุดไปพร้อมกับ ครม.เดิม มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มาเป็นผู้อำนวยการ ศบก.คนใหม่ร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาวต่อมาเวลา 17.00 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย พร้อมนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว ประจำปี 2569 มีนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ สปป.ลาว พร้อมนางวาดสะหนา พมวิหาน ภริยา และนายสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ นายอนุทินได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ก่อนร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีสำคัญตามขนบธรรมเนียมลาว มีพิธีสวดเรียกขวัญ การเจิม ทำน้ำมนต์ และผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงร่วมงานเลี้ยง โดยนายสีสะหวาดกล่าวต้อนรับ และนายทองสะหวันกล่าวอวยพร เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ นายกฯยังร่วมรำวงปีใหม่ลาวกับผู้เข้าร่วมงานเปิดร่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภาสำหรับร่างคำแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่จะแถลงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. มีจำนวน 19 หน้า มีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ รัฐบาลจะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น ทั้งภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม ภัยด้านความมั่นคง รัฐบาลมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก เร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐชูนโยบาย “คนละครึ่งเกษตรกร”1.ด้านเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ยกระดับการแข่งขันสู่สากล ส่งเสริมการลงทุน วางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง 3.ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า 4.ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เพิ่มศักยภาพการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตรผ่านโครงการคนละครึ่ง 5.ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูงลุยปราบแก๊งสแกมเมอร์–ทุนเทา 6.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เร่งส่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 7.เสริมสร้างเสถียรภาพ 8.ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านทีมประเทศไทย 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธี รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 10.สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) ตัดช่องทางการเงินเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา 11.พัฒนาระบบป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพกองทัพให้มีความพร้อม 12.พัฒนาระบบทหารอาสาและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหารเรียนฟรีมีจริง–รักษาทุกที่ได้ทันทีด้านสังคม 13.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต 14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15.สร้างเสริมสถาบันครอบครัว สร้างชุมชนเข้มแข็ง ส่วนด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 16.บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 18.ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย 20.ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ภายใน 180 วัน 21.ปฏิรูประบบราชการ 22.พัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน และเป็นอุปสรรคต่อการค้าลงทุนสมัยใหม่ขับเคลื่อนงานได้ตามที่ “พูดแล้วทำ”ในร่างคำแถลงนโยบายของนายกฯยังระบุในตอนท้ายว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ทั้ง 6 ด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายในคนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นสว.พันธุ์ใหม่ขอเวลาอภิปรายเพิ่มน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายในการประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า วุฒิสภาแจ้งให้ สว.ลงชื่ออภิปราย แต่ยังไม่แจ้งจะให้เวลาเท่าใด ที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมาก 4 นาที แทบจะพูดอะไรไม่ได้เลย อยากเรียกร้องให้วิป 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา จัดสรรเวลาให้ดี เพราะเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ หากจะอยู่กันไปครบเทอม 4 ปี ควรให้อภิปรายอย่างกว้างขวาง เมื่อถามว่า สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่เตรียมความพร้อมอย่างไร น.ส.นันทนาตอบว่า เตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร เช่น อภิปรายเป็นกลุ่มๆตามหมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรือไม่ ยังไม่ได้แจ้งมา ให้แค่ลงชื่อจึงยังไม่รู้จะเอาอย่างไร แต่เราเตรียมไว้แล้ว แบ่งอภิปรายให้หลากหลายไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน“ปิยบุตร” จับไต๋ กกต.ล้างบางส้มวันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงคดีคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ที่อยู่ในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอสรุปเร็วๆว่าถ้าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้งอันดับ 1 มีโอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ส่วนกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับคำร้องเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยยุบพรรคประชาชนกรณีผู้บริหาร และบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรค ร่วมดำเนินการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด เสี่ยงเข้าข่ายผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ ให้ผู้สมัครกรอกหมายเลขรหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน และอาจมีการใช้ปฏิบัติการ ไอโอ โดยใช้บริษัทสเปกเตอร์ฯเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ อาจเข้าข่ายครอบงำกิจกรรมพรรคการเมือง ฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมืองนั้น คดียุบพรรคครั้งที่ 4 ของพรรคอนาคตใหม่ มาถึงพรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยุบพรรค แต่จะสำแดงเดชในยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนรัฐบาลไปต่อไม่ได้ใช้คดียุบพรรคเป็นชนักปักหลังนายปิยบุตรกล่าวว่า เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่ คดียุบพรรคจึงต้องทำหน้าที่เป็นหอกเพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน ทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกบรรดาพรรค การเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม ทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญสีน้ำเงินกินรวบเกมแก้รัฐธรรมนูญผู้สื่อข่าวถามถึงการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายปิยบุตรตอบว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมียากแม้ชนะประชามติถล่มทลาย ความยากอยู่ที่ 2 ขั้น คือ 1.กับดักกลไกที่ศาลรัฐธรรมนูญวางเอาไว้เต็มไปหมด ทั้งห้ามมี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ชอบโมเดลการทำรัฐธรรมนูญแบบนี้ 2.อีกปัญหาเสียงขั้วสีน้ำเงินในรัฐสภาที่มีเกือบ 200 เสียง และ สว.เป็นฝั่งไหนอีก ถ้าเป็นสูตร 20 หยิบ 1 เขาจะได้เยอะที่สุด จนกลายเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเยอะที่สุด เลยกลายเป็นการย้อนแย้ง อยากแก้รัฐธรรมนูญใจจะขาด มีประชามติมาแบบนี้ด้วย แต่เริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เจอกับดักแบบนี้ ทำให้เกิดความกังวลใจว่าเสร็จแล้วคนร่างมันจะกลายเป็นสีน้ำเงินยึดหมด กลายเป็นว่ากลับก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ถึงลุ้นแก้รายมาตราปลดล็อกดอกแรกนายปิยบุตรกล่าวว่า อารมณ์คนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญสูงมาก ผลประชามติถึงออกมาแบบนี้ แต่ถ้าทำตามที่ศาลรัฐธรรมนูญล็อกไว้ก็ไปจบที่สีน้ำเงินยึด กมธ.ยกร่างเกือบหมด และจนถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าพรรคประชาชน และภาคประชาชน จะรณรงค์เรื่องนี้อย่างไร ขณะนี้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก 2 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนที่ค้างอยู่ จะเอากลับมาเสนอใหม่ หรือจะเริ่มกันใหม่ หรือทำตามที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้เปลี่ยนไปแก้เป็นรายมาตรา แต่ปัญหาคือ เสียง สว. 1 ใน 3 หาจากไหน มันยากตรงนี้ เมื่อประเมินจากดุลอำนาจก็เอาเท่าที่มันพอได้ ค่อยๆปลดกุญแจทีละดอก“ท็อป” ตามรอยเท้า “พ่อบรรหาร”ที่ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว. อุตสาหกรรม พร้อมนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ร่วมพิธีทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่จัดโดยชาวชุมชนคูเมืองสุพรรณ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณที่เห็นนายวราวุธมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ พร้อมอวยพรขอให้มีอนาคตทางการเมืองไปไกลถึงนายกฯ นายวราวุธกล่าวว่า ดีใจที่ได้มาเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของทุกคน อาจยังไม่เก่งเท่านายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ผู้เป็นบิดา ขอเวลาอีกนิด ขอเวลาฝึกวิชาจะทำให้เกือบจะเท่าพ่อบรรหาร เพราะถ้าทำเท่าพ่อบรรหารอีก 100 ปี ก็คงไม่มีใครทำได้ วันนี้ก็เดินตามรอยพ่อบรรหาร ได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อปี 2531-2533“ชัยวุฒิ” ชูแจกคูปองส่วนลดน้ำมันนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.) กล่าวว่า รัฐบาลใกล้มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา สามารถกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้เป็นรูปธรรมและตรงจุด อยากให้ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขแก่รัฐบาล บรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น เช่น “แจกคูปองส่วนลด” ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หรือจัดเตรียมสินค้าราคาพิเศษเพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน มาตรการเหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งทำทันที และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลเยียวยากลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ต้องรีบหามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ก่อนปัญหาบานปลายโพลชี้คนไม่เชื่อมั่นดรีมทีมรัฐบาลนิด้าโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ...เอาอยู่หรือไม่” ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย. พบว่าด้านความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 คน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ร้อยละ 30.23 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมาร้อยละ 29.54 ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ค่อนข้างมั่นใจ 2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ร้อยละ 33.89 ไม่มั่นใจเลย และร้อยละ 28.70 ไม่ค่อยมั่นใจ มีร้อยละ 21.91 ที่ค่อนข้างมั่นใจ 3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ร้อยละ 40.38 ไม่มั่นใจเลย และร้อยละ 37.10 ไม่ค่อยมั่นใจ มีร้อยละ 14.12 ที่ค่อนข้างมั่นใจ เมื่อถามถึงความเห็นใจต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่าร้อยละ 46.87 ไม่เห็นใจเลย รองลงมาร้อยละ 23.59 ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ไม่ค่อยเห็นใจ มีร้อยละ 9.77 ที่เห็นใจมากปรับแผนงดรื่นเริงช่วงสงกรานต์ด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,272 คน เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพ” ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-3 เม.ย. พบว่ากับสถานการณ์ของแพง ร้อยละ 61.32 รู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 43.87 เริ่มกังวลว่าสินค้าอาจขาดแคลนหรือส่งของล่าช้า มีร้อยละ 41.27 ระบุว่าพอรับมือได้ แต่ต้องเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อมากขึ้น ทั้งนี้ ร้อยละ 46.70 ระบุว่าจากวิกฤติราคาน้ำมันส่งผลให้เดือดร้อนมาก นอกจากนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.66 ระบุว่าปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจไม่ออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือราคาน้ำมันแพง และมีถึงร้อยละ 51.42 อาจปรับแผนงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับการคาดการณ์ผู้ที่จะใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ เฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท และส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจริงจัง ช่วยค่าน้ำมันให้ประชาชน (เช่น น้ำมันคนละครึ่ง) และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มราชทัณฑ์แจงอาการป่วย “เอกชัย”อีกเรื่อง กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารชี้แจงกรณีนายเอกชัย หงส์กังวาน จำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 หลังมีกระแสข่าวป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ ว่า จากการซักถามประวัติการเจ็บป่วยพบว่านายเอกชัยเคยป่วยเป็นโรคฝีในตับ กรมราชทัณฑ์ส่งตัวไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 23 มี.ค.69 ได้รับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบนโดยละเอียด พบเพียงภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแจ้งผลให้นายเอกชัยทราบโดยตรง และมีความเห็นว่าอาการดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย สามารถกลับไปคุมขังและดูแลต่อเนื่องที่เรือนจำกลางคลองเปรมได้ปกติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มี.ค.69 ทีมแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ เข้าตรวจวินิจฉัยกรณีปัสสาวะบ่อยและไม่พุ่ง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจปัสสาวะ (Urine Analysis) และผลตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) พบว่า “ปกติ” ไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน และไม่มีภาวะอักเสบรุนแรง ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่พยาบาลและทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) และหลักสิทธิมนุษยชนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่