นายกฯสั่งปลัด มท.ลงพื้นที่แก้ฝุ่นพิษภาคเหนือ ย้ำการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติเป็นอำนาจ ผวจ. ขณะที่เชียงใหม่ยังวิกฤติหนักคุณภาพอากาศยอดแย่ติดอันดับ 1 ของโลกเป็นวันที่ 4 หนักสุดที่เวียงแหงวัดค่า PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานไปไกลกว่า 236 ขณะที่ไฟป่าลามไม่หยุด พระต้องลุยดับไฟ ล่าสุดผู้ว่าฯประกาศให้ 6 อำเภอเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว ส่วนที่ลำปางอ่วมไม่แพ้กัน คนยังฝ่าฝืนคำสั่งปิดป่า ลอบเผาป่าควันลอยปกคลุมทั้งจังหวัดนายกฯส่งปลัดมหาดไทยลงพื้นที่แก้ควันพิษภาคเหนือ เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 1 เม.ย.ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานในหลายจังหวัดภาคเหนือว่า วันนี้ช่วงบ่ายปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเดินทางไปในพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อเรียกประชุมหน่วยงาน ทราบมาเบื้องต้นว่าในแต่ละจังหวัดดำเนินการตามดุลพินิจและความจำเป็นเร่งด่วน ได้กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่เมื่อถามว่ามีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ผู้ที่จะประกาศคือ ผวจ.และให้คนอยู่หน้างานเป็นผู้ดู ตนให้อำนาจและการตัดสินใจไปยัง ผวจ.ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ และเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน เมื่อวาน (31 มี.ค.) ยังมอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ ลงพื้นที่พร้อมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาในช่วงที่มีสถานการณ์ฝุ่น ส่วนสถานการณ์ควันพิษใน จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ช่วงเช้ายังคงมีฝุ่นปกคลุมขาวโพลนทั่วเมืองเชียงใหม่ ท้องฟ้าขมุกขมัว ขณะที่แอปพลิเคชัน IQAir AirVisual ตรวจวัดคุณภาพอากาศในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ช่วงเวลา 07.00 น. พบดัชนีคุณภาพอากาศในเชียงใหม่ติดอันดับยอดแย่เป็นอันดับ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นวันที่ 4 แล้ว ค่า AQI ดัชนีคุณภาพอากาศวัดได้ 208 ค่าฝุ่น PM 2.5 วัดได้ 133 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานติดอันดับโลก 4 วันติดต่อกัน ส่งผลให้การใช้ชีวิตของประชาชนต้องจมอยู่กับฝุ่นต่อไป ขณะที่หน้ากากอนามัย N 95 ที่ช่วยป้องกันควันพิษจาก PM2.5 ได้เป็นที่ต้องการมาก ทำให้ร้านขายยามียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า รายงานผ่านทางแอปพลิเคชันเช็กฝุ่น ระบบติดตาม PM2.5 วันที่ 1 เม.ย.ช่วงเวลา 07.00 น. ใน 25อำเภอของ จ.เชียงใหม่ พบค่า PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นสีแดงทั้งหมด มีค่าตั้งแต่ 105.2 -236.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกิน 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร 3 อำเภอ และเกิน 100 อีก 22 อำเภอ พบมากสุด อ.เวียงแหง วัดได้ 236.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมา อ.เชียงดาว วัดได้ 230.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ อ.ไชยปราการวัดได้ 220.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วน อ.เมืองเชียงใหม่ วัดได้ 105.2ด้านนายรัฐพล นราดิศร ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ทวีความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมาและเข้าสู่วิกฤติเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ตรวจพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตถึง 1,020 จุด ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง และวันที่ 31 มี.ค.ลดลงเหลือประมาณ 355 จุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าการเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลง เพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่ เน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง กำหนดเป้าหมายสูงสุดคือการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยากผวจ.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า ขณะนี้่ได้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอันเนื่องมาจากสถานการณ์ไฟป่าและอัคคีภัยใน 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อ.ฮอด อ.สะเมิง อ.เชียงดาว อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แตง และ อ.แม่วาง การประกาศครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบลและรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด หัวใจสำคัญคือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสามารถนำงบประมาณและทรัพยากรส่วนตัวที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการขณะที่พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ หรือพระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ นำคณะพระสงฆ์และจิตอาสาลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจ “เซฟลมหายใจชาวเชียงใหม่” ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร หน่วยกู้ภัยและองค์กรต่างๆเข้าดับไฟป่าบริเวณดอยสูง ท้ายอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ หลังพลไฟป่าลุกลามอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดควันลอยปกคลุมเต็มท้องฟ้า พระครูอ๊อดเผยว่า ไฟป่าไม่ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ปกคลุมหนาแน่นทั่วตัวเมืองเชียงใหม่จนมองไม่เห็นดอยสุเทพ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและลดวิกฤติมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่ จ.ลำปาง ยังคงประสบปัญหาการลักลอบเผาป่าอย่างต่อเนื่องและฝุ่นละอองปกคลุมทั้ง 13 อำเภอ ถึงแม้จังหวัดจะมีมาตรการประกาศปิดป่า 51 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.-30 เม.ย. แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนลักลอบเข้าไปเผา โดยไม่เกรงกลัวความผิด จังหวัดเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิดให้จับกุมและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ล่าสุดในเขตป่าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน ที่เป็นพื้นที่ป่าใหญ่พบไฟป่าบริเวณสันเขาห้วยมะหลอด บ้านไร่ ต.หัวเมือง ลุกลามไปหลายทิศทาง จุดนี้ถือว่าเข้าดับยากมาก เพราะไฟไหม้ทั้งด้านบนเชิงเขาและด้านล่าง พื้นที่เป็นเขาหินหน้าผาสูงชัน เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแจ้ซ้อนพยายามเข้าไปในจุดที่เข้าถึงได้ และเร่งดับในจุดที่จะลามออกไปในผืนป่าใหญ่ที่มีเศษใบไม้ ใบหญ้าร่วงตกทับถมหนาแน่น เบื้องต้นป่าเบญจพรรณเสียหายไปแล้วประมาณ 30 ไร่ขณะเดียวกันเกิดเหตุสลด ขณะนายบุญมา ผ้าแดง อายุ 56 ปี ชาวบ้านอาสาลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่าบ้านสะลวงใน หมู่ 2 ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ออกปฏิบัติเข้าดับไฟและทำแนวกันไฟ เกิดพลัดหลงกับทีมงาน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 นายออกค้นหาตั้งแต่ช่วงกลางคืนวันที่ 31 มี.ค. จนถึงเช้าวันที่ 1 เม.ย.69 กระทั่งพบศพนายบุญมานอนเสียชีวิตอยู่ห่างจากบริเวณทำแนวกันไฟประมาณ 300 เมตร สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้ครอบครัวและทีมงาน เบื้องต้นคาดสาเหตุน่าจะเกิดจากเป็นโรคลมแดด ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดและควันไฟหนาแน่น อีกทั้งผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่