นายกฯนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูล เกล้าฯแล้ว ขุนพลเศรษฐกิจ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” อยู่ครบทีม “กลุ่มลูกเทพ” ค่ายน้ำเงินขึ้นหม้อพาเหรดเป็นใหญ่ถ้วนหน้า ประกาศลั่นสานภารกิจต่อเนื่อง การันตี รมต.ตำแหน่งสำคัญหลักส่วนใหญ่ช่วยงานต่อ เชื่อมั่น บริหารราชการแผ่นดินไม่ชะงักงัน พร้อมเปิดแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาให้เร็วที่สุด 44 อดีต สส. ก้าวไกลลุ้นระทึก ป.ป.ช.ตั้งแท่นส่งคำร้องคดีจริยธรรมถึงศาลฎีกา ส่อ 10 แกนนำ ปชน.ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแจงยิบครบรอบ 28 ปี ชี้ขาดคดีโดยอิสระ กดดันล็อบบี้ไม่ได้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำรายชื่อ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯเรียบร้อย ฉายภาพโฉมหน้ารัฐมนตรีตำแหน่งสำคัญหลายคนอยู่ช่วยงานต่อ เชื่อมั่นช่วงเปลี่ยนผ่านการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความราบรื่น“อนุทิน” ถกคุณสมบัติรายชื่อ 35 รมต.เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เวลา 09.06 น. ที่ทำเนียบ รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล มุ่งตรงไปตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯวันที่ 30 มี.ค. มีนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า วันนี้ถือเป็นการหารือหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายก่อนทูลเกล้าฯ หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หันมายิ้ม พร้อมหัวเราะก่อนกล่าวว่า “เดี๋ยวไปประชุมก่อน มาสายแล้ว” จากนั้นนายกฯร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)นายกฯทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่เรียบร้อยต่อมานายอนุทิน เปิดเผยถึงความเรียบร้อยรายชื่อ ครม. ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย จะต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่าขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามว่า 35 รายชื่อตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน พยักหน้ารับ เมื่อถามว่ามีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย. ใช่หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้าและกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้โปรดเกล้าฯลงมาและนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่จากนั้นนายกฯเดินทางไปปฏิบัติภารกิจภายนอก จนกระทั้งเวลา 14.55 น. นายอนุทินเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อนายกฯเดินทางถึง ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถามว่าได้นำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือยัง นายอนุทิน พยักหน้ารับ ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้าการันตีอำนาจเต็มงานราบรื่นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการนำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯว่า ได้ลงนามเสนอไปแล้วตามขั้นตอน เมื่อถามว่ารายชื่อครบ 36 ตำแหน่งรวมนายกฯด้วย ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า รอโปรดเกล้าฯลงมา จะไปพูดในรายละเอียดเป็นสิ่งที่ไม่บังควร เราต้องทูลเกล้าฯ ในกฎหมายเขียนว่าต้องมีพระบรมราชวินิจฉัย ตรงนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของนายกฯ เมื่อถามว่าถ้าได้รับการโปรดเกล้าฯและเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อย งานแรกที่เดินหน้าคืออะไร นายอนุทินตอบว่า งานจริงๆแล้วต่อเนื่อง รัฐมนตรีหลายคนอยู่ช่วยงานกันต่อไป ที่ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งสำคัญ ไม่ทำให้เกิดการชะงักงันของการบริหารประเทศ เมื่อถามว่ารัฐบาลใหม่อำนาจเต็ม การบริหารงานไฉไลกว่าเดิมใช่หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะก่อนตอบว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไร เมื่อถามว่าจะสะดวกราบรื่นมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า มันสะดวกอยู่แล้วทุกคนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและข้อสั่งการของนายกฯ ทำให้เปลี่ยนผ่านไปด้วยความราบรื่นที่สุด รับรองได้ว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดออกมาบอกว่าเดี๋ยวขอรอตั้งรัฐบาล ขอเข้าทำงานก่อน เดี๋ยวขอมีอำนาจเต็มก่อน ไม่มีใครกล้าพูด ถ้าพูดจะถูกตนตำหนิ เพราะ วันนี้หัวหน้ารัฐบาลเป็นคนเดิม คำว่าเปลี่ยนผ่านมันมี แต่คำว่าสะดุดเพราะไปรอกฎหมายนั้นกฎหมายนี้ไม่มีโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีอนุทินพลัสผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับรายชื่อ ครม.ที่นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็น รมต.ประจำสำนักฯ นางสุขสมรวย วันทนียกุล เป็น รมต.ประจำสำนักฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายนิกร โสมกลาง เป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์“กลุ่มลูกเทพ” พาเหรดนั่งเก้าอี้ รมต.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษา ธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขและนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมแท็กซี่ป่วนเจ้าเก่าแว้น จยย.บุกตึกไทยขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปปฏิบัติภารกิจภายนอก จากนั้นเวลา 10.35 น. นายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ อดีตแท็กซี่จอมป่วน ได้ขับจักรยานยนต์ (จยย.) มาที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยใช้เส้นทางประตูสะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนเข้าทางประตู 2 ที่เป็นประตูทางออกของนายกฯ ได้บีบแตรตะโกนเรียกหานายกฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลได้ขับ จยย.ไล่ตามมาสกัด แต่ไม่สำเร็จ นายพงศ์พิชาญตะโกนเรียกร้องว่า ตนเป็นผู้พิการ ไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมอ้างเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตลอดชีพ เป็นคนบ้านเดียวกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ขอให้เห็นใจคนบุรีรัมย์ด้วยกัน ตนเลือกพรรค ภท.เสร็จศึกจะฆ่าขุนพลหรือ ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล 4 นาย ได้เข้ามาเกลี้ยกล่อมนำตัวนายพงศ์พิชาญขึ้น จยย. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ขับ และมีเจ้าหน้าที่อีกรายนั่งประกบข้างหลัง พาไปที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. เพื่อดำเนินการรับเรื่อง ตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้นายพงศ์พิชาญเคยก่อเหตุขับแท็กซี่ปั่นป่วนเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วในรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาทำเนียบฯยกเครื่อง รปภ.เข้มต่อมาเวลา 13.30 น. ผู้ช่วยเลขาธิการนายก รัฐมนตรี ตำรวจสันติบาล 3 ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารการรักษาความปลอดภัย และกองสถานที่ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันเดินตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยโดยรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ตั้งแต่ตึกไทยคู่ฟ้าทุกประตูเข้า-ออก โดยเน้นย้ำเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น อาทิ มีการกำหนดเวลาเข้า-ออก เช่น ประตู 4 ฝั่งถนนพิษณุโลก รวมถึงการกำหนดประตูเข้า-ออก เฉพาะบุคคลอย่างประตูฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐที่เปิดให้เข้าเฉพาะนายกรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.และจากเหตุการณ์ดังกล่าวนายกฯได้รับทราบแล้ว สั่งให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นมติ สส.หลังสงกรานต์ซื้อข้าวกินเองเมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือถึงการจัดสวัสดิการอาหารกลางวัน สส. มีตัวแทน สส.พรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วม อาทิ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี นพ.วรงค์กล่าวภายหลังการหารือว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันที่ สส.จะซื้ออาหารรับประทานเอง เริ่มหลังสงกรานต์ ส่วนข้อกังวลการทำสัญญาจัดซื้ออาหารกลางวันที่ดำเนินการไปแล้วนั้น เลขาธิการสภาฯยืนยันสัญญาได้ยกเลิกไปแล้ว รัฐไม่เสียหายและนำงบประมาณมาคืนแผ่นดินเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆต่อไป ทั้งนี้ประธานสภาฯระบุว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการในแบบเดียวกัน หวังว่า สว.คงซื้ออาหารรับประทานเองเช่นเดียวกันปชน.จวก “พิพัฒน์” ตรรกะพังมากเมื่อเวลา 14.00 น. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตรรกะพังมากที่ไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะกลัวรายได้รัฐบาลลด และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ที่รัฐบาลจะใช้ได้น้อยลง แต่เลือกใช้กองทุนน้ำมันมาอุดหนุนแทน แล้วพอน้ำมันลงค่อยไปบวกเงินคืนจากประชาชน เพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน สรุปรัฐบาลเลือกให้ประชาชนรับภาระ เป็นหนี้ในอนาคต แทนที่รัฐบาลจะรับภาระแทนประชาชนโดยการรัดเข็มขัด ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ถ้าผู้บริหารประเทศคิดแบบนี้ ไม่สมควรมาบริหารประเทศ แบบนี้จะช่วยประชาชนกี่โมงลุ้น ป.ป.ช.ฟันคดีจริยธรรม 44 แกนนำส้มผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าการส่งสำนวนความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเข้าชื่อแก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณาว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้มีมติรับรองคำร้อง หากมีมติรับรองจะส่งคำร้องให้ศาลฎีกาต่อไป ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.นั้น อยู่ที่ศาลฎีกาจะพิจารณา รายชื่ออดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อีก 2 คนที่เป็น สส.กทม. คือนายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกรป.ป.ช.ส่ง 3 สำนวน “บิ๊กโจ๊ก” คืน ตร.นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญามายังสำนักงาน ป.ป.ช. 3 สำนวน ได้แก่ 1.กรณีกล่าวหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย กับพวก โดยมารวมพิจารณากับเรื่องกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับพวก 2.กรณีพนักงานสอบสวนตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่งสำนวนกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวก 3.กรณีพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์นั้น ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกล่าวหา ทั้ง 3 เรื่องให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตาม ป. วิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากเป็นข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนความผิดไปแล้ว และลักษณะคดีเกี่ยวพันกันในความผิดหลายฐาน โดยมีการขยายผลความผิดจากการกระทำของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ลักษณะของคดีตามที่มีการกล่าวหาเกี่ยวพันกันและคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร ประกอบกับข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีมีข้อเท็จจริง ลักษณะคดีตามที่กล่าวหาพนักงานสอบสวนจะต้องไปสอบสวนขยายผลให้ปรากฏถึงตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หากมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีจะเป็นผลดีต่อการอำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพประธานศาล รธน.ย้ำอิสระ–ล็อบบี้ไม่ได้เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า จ.กระบี่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดงานศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายถึงบทบาทการทำ หน้าที่ และการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ตุลาการ 9 คน มีอิสระ ตัดสินใจเป็นดุลพินิจของบุคคล ไม่สามารถก้าวล่วงได้ทั้งในเชิงกดดัน ล็อบบี้ไม่สามารถ ทำได้ องค์กรนี้ก่อตั้งมา 28 ปี หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้ เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้ว ว่าศาลรัฐธรรมนูญผ่านรัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คือ ปี 40 ปี 50 และปี 60 แต่ละฉบับบัญญัติอำนาจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ อะไรใช่หรือไม่ใช่ รับหรือไม่รับ เป็นดุลพินิจโดยอิสระ ของตุลาการ และที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีปัญหาเรื่องคดีมาตลอด ส่วนการดูงานต่างประเทศ ไม่ได้ไปพักผ่อน แต่ไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เพิ่มความรู้บุคลากร แต่ยกเลิกไปแล้ว ไม่ได้ทำขัดมติ ครม.ชี้ช่องคดีคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเมื่อถามถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม โดยถูกมองว่าอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งทำร้ายฝ่ายตรงข้าม จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่ นายนครินทร์ตอบว่า คำตัดสิน เป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายต้องเลือกข้างระหว่างข้างผิดข้างถูก การตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีบัตรเลือกตั้งคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด จะทำให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะหรือไม่ นายนครินทร์ตอบว่า ยังตอบไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐานทั้งจากผู้ร้องและผู้ถูกร้อง จากนั้นอาจเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ ดังนั้นจะเลือกตั้งลับหรือไม่ อยู่ที่ข้อกฎหมาย คณะตุลาการฯยังไม่ได้คุยกัน และตุลาการ 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ เมื่อถามว่าภาคประชาชนจัดการเลือกตั้งจำลอง เพื่อพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ จะถูกนำหลักฐานมาพิจารณาได้หรือไม่ นายนครินทร์ตอบว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เคยเข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้นำเข้ามาในกระบวนการของศาล เมื่อถามว่า จะนำหลักรัฐศาสตร์มาวินิจฉัยด้วยหรือไม่ เพราะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ไม่กล้าสั่งการเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายนครินทร์ตอบว่า วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มีทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์ เมื่อผสมกันแล้วกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญที่กลมกล่อมหรือไม่ อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน“ทักษิณ” ความดันขึ้นตาแดงเล็กน้อยเมื่อเวลา 10.50 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี น.ส.พินทองทา เป็นตัวแทนครอบครัว เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยมี กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจ หลังจากเข้าเยี่ยมนายทักษิณประมาณ 30 นาที น.ส.พินทองทา กล่าวว่า วันนี้คุณพ่อมีอาการตาแดงเล็กน้อย น่าจะมา จากความดันและเรื่องเส้นเลือดฝอยนิดหน่อย แต่ไม่มี อะไร ท่านยังกำลังใจดีด้านนายวิญญัติกล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการระดับเรือนจำกลางคลองเปรมพิจารณารายชื่อ ผู้ต้องขังเด็ดขาด ที่มีเกณฑ์ได้รับพิจารณาโครงการพักการลงโทษว่า ไม่ทราบจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องภายใน ตนไม่มีข้อมูล ส่วนกรณีที่กลุ่ม คปท.ได้ส่งหนังสือคัดค้านพักโทษนายทักษิณ เพื่อขอให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ทบทวนการพักโทษ ทางเรือนจำยังไม่แจ้งมา เชื่อว่าเรือนจำมีกฎเกณฑ์ หลักกฎหมาย และระเบียบ ส่วนเรื่องความคืบหน้าและข้อกังวลในคดี ม.112 ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม อยู่ระหว่างดำเนินการ แก้อุทธรณ์ขั้นตอนรับพักโทษผู้ต้องขังเด็ดขาดผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกระบวนการพิจารณา รายชื่อและคุณสมบัติของผู้ต้องขังเด็ดขาด เรือนจำกลาง คลองเปรมของนายทักษิณ จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. เรือนจำกลางฯจะนำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ เมื่อคณะกรรมการฯ เห็นชอบ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เสนอรายชื่อนักโทษ เด็ดขาด สมควรได้รับพักการลงโทษไปยังกรมราชทัณฑ์ ขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์ พิจารณากลั่นกรองเสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการ ลงโทษ หากวินิจฉัยพักการลงโทษหรือรัฐมนตรีอนุมัติ พักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ที่ได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร และนักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัว ต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด“วัน” แจ้งข่าวเศร้าสูญเสียคุณแม่ “ลำเนา”วันเดียวกัน นายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ครอบครัวอยู่บำรุง ขอแจ้งข่าวให้ทุกท่านได้ทราบว่า คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ได้จากพวกเราไปอย่างสงบแล้ว กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมทางครอบครัวจะเรียนแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอขอบพระคุณทุกท่านสำหรับความห่วงใยและกำลังใจ” ต่อมาได้มีคนเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจจำนวนมาก สำหรับนางลำเนา อยู่บำรุง สมรสกับ ร.ต.อ.เฉลิม เมื่อปี 2512 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง นายวัน อยู่บำรุง และ พ.ต.ต.ดวง อยู่บำรุง