ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติท่วมท้น 293 เสียง เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ชนะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขาดลอย เสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีกรรม รอเข้าสู่ขั้นตอนการฟอร์มทีม ครม. และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เริ่มบริหารประเทศอย่างเป็นทางการบทพิสูจน์ฝีมือการทำงานของจริง โดยมีศรัทธาประชาชนเป็นเครื่องตัดสิน มากกว่าใช้เสียงในสภาเป็นตัวชี้ขาด ตามสถานการณ์น่าเป็นห่วง วิกฤติพลังงานล้อมกรอบประเทศไทย จากภาวะน้ำมันแพงและขาดแคลน ผลพวงไฟจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ ไม่รู้จะจบเมื่อใด สร้างผลกระทบไปทั่วโลกวิกฤติน้ำมันขาดช่วงเล่นงานคนไทยโกลาหล ต้องตระเวนขับรถหาปั๊มน้ำมัน เสี่ยงดวงไปตามยถากรรม โดยรัฐบาลไม่สามารถควบคุมความตื่นตระหนกของประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นคำยืนยันมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ พากันแตกตื่นไปเติมน้ำมัน จากเดิมที่เชื้อเพลิงขาดแคลนเฉพาะต่างจังหวัด เริ่มขยายวงมาถึง กทม.อาการแพนิกประชาชนวิ่งวุ่นหาน้ำมัน ทั้งเติมและกักตุน สะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล ถึงแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันว่ามีน้ำมันใช้ได้กว่า 3 เดือน แต่ไม่สามารถบริหารการจัดส่งน้ำมัน ให้ส่งถึงปั๊มได้เพียงพอต่อความต้องการประชาชน ทำได้แค่ขอความร่วมมือให้ช่วยกันประหยัดพลังงานผู้ประกอบการบางส่วนฉวยโอกาสในวิกฤติพลังงานกักตุนน้ำมัน หากินบนความเดือดร้อนชาวบ้าน แต่ที่น่าเจ็บใจ คือกลไกอำนาจรัฐไม่สามารถจัดการได้ เครื่องมือทางกฎหมายไล่ไม่ทันความหัวหมอของนายทุนที่งดขายน้ำมัน รอขายราคาใหม่ ฟันส่วนต่างกำไรมโหฬาร โดยรัฐบาลไม่มีเขี้ยวเล็บปกป้องผลประโยชน์คนส่วนใหญ่สถานการณ์ที่ไม่ได้หยุดแค่วิกฤติราคาน้ำมัน แต่กำลังจะกลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ลามไปถึงภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม อย่างปุ๋ยยูเรีย และโพลิเมอร์ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบพลาสติกได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะมีต้นทุนการผลิตผูกติดกับน้ำมันดิบ ที่มีแหล่งผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางส่งออกมายังเอเชีย และประเทศไทยจากต้นทางวิกฤติน้ำมันลามกระทบไปทุกภาคส่วน ปลายทางเสี่ยงกลายเป็นวิกฤติค่าครองชีพประชาชน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรับมืออย่างเหมาะสม และรอบคอบ โจทย์หินรอต้อนรับรัฐบาลใหม่ พิสูจน์การบริหารจัดการภาวะวิกฤติบนความคาดหวังของประชาชน ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญมากกว่าการบริหารอำนาจการเมือง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม