นับถอยหลังรอเปิดม่านประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 15 มี.ค.2569 ฉากพิธีกรรมส่ง โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย พรรคภูมิใจไทย ขึ้นชั้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่ 1 และ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่ 2โชว์แสนยานุภาพเครือข่ายบุรีรัมย์กินรวบทั้งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา คุมเกมการประชุมสภาสูง และสภาล่าง ถือกุญแจอำนาจตัวจริงในระบบรัฐสภาคอยกำกับบทจะให้ร่างกฎหมายใดผ่านหรือไม่ผ่านในชั้นสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา รวมถึงคุมการแก้รัฐธรรมมนูญไปในตัว ล็อกเป้าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติอยู่หมัดรอรวบอำนาจฝ่ายบริหารเป็นช็อตถัดไปตามไทม์ไลน์สัปดาห์หน้า ที่คาดการณ์จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 มี.ค.นี้ ส่ง “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คัมแบ็กเก้าอี้ผู้นำสมัยสองปิดดีลตั้งรัฐบาลที่ 292 เสียง มีพรรคภูมิใจไทยเป็นหัวขบวนใหญ่ ผสมโรงกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กพรรคน้อยแต่ไม่มีตั๋วร่วมขบวนให้พรรคกล้าธรรม อดีตเพื่อนร่วมรัฐบาลกระเด็นเป็นฝ่ายค้าน ไปล่มหัวจมท้ายกับพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ดีลร่วมรัฐบาลพลิกผัน สะท้อนบริบทการเมืองแบบไทยๆไม่มีอะไรแน่นอน ในภาวะที่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้อดีตเพื่อนร่วมงานได้ร่วมทางไปต่อแหยงกล้าธรรมเป็นตัวภาระ เร่งปฏิกิริยาสายล่อฟ้า หากพาเข้าร่วมรัฐบาล ตัดใจทิ้งเพื่อน ปิดดีลรัฐบาลที่ 292 เสียง ที่มีเสถียรภาพเข้มแข็งมากเพียงพอแล้วลำพังแค่ภูมิใจไทยพรรคเดียวก็มีชนักปักหลัง พรุนทั่วร่างอยู่แล้ว จำเป็นต้องลดความเสี่ยง ไม่ให้มีโรคแทรกมาติดเพิ่ม เสี่ยงถูกจ้องตรวจสอบหนัก และเกิดแรงกระเพื่อมจากการแบ่งเก้าอี้ ครม.ไม่ลงตัวค่ายสีน้ำเงินตัดไฟแต่ต้นลม ยอมเสียเสียงสนับสนุนแลกความปลอดภัย ไม่ให้รัฐบาลใหม่ตกเป็นเป้าโดนล่อตั้งแต่ออกตัวอย่างที่ “นายกฯหนู” ก็แสดงท่าทีลำบากใจ เอ่ยปากไม่ชอบความรู้สึกที่คนเคยรักต้องไปเป็นฝ่ายค้าน แต่เพราะมีเหตุผลบางอย่างฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรักยังคงมี แค่ปฏิบัติหน้าที่ต่างกันไฟต์บังคับบีบให้ดีดกล้าธรรมไปนั่งฝ่ายค้าน เลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายและปมมาตรฐานจริยธรรม สร้างความราบรื่นการทำงาน ควบคุมภาพลักษณ์ รัฐบาลไม่ให้ถูกมองเป็นสีเทาเข้มภูมิใจไทยเดินยุทธศาสตร์ เน้นทีมมืออาชีพเข้ามาคุมกระทรวงเศรษฐกิจ ขจัดคนแผลเยอะออกจากสมการอำนาจ นำมาเพิ่มต้นทุนความน่าเชื่อถือรัฐบาลตามสถานการณ์เป็นใจ ล่าสุดคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากว่านักการเมืองและเครือข่ายรวม 229 คน ไม่มีความผิดคดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567กลับมติคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ก่อนหน้านี้ที่สรุปสำนวนฟันผิดผู้ร่วมขบวนการทั้ง 229 คนเห็นสัญญาณปล่อยผี ยกลอตทั้ง สว. 138 คน คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส.และสมาชิกพรรคการเมือง ส่อได้รับการฟอกขาว ไร้มลทินฮั้ว สว.เหลือลุ้นแค่มติ กกต.ชุดใหญ่ในอีก 1-2 สัปดาห์ จะเห็นคล้อยข้อสรุปคณะอนุกรรมการ กกต.หรือไม่คดีฮั้ว สว.ที่ยืดเยื้อมาร่วม 2 ปี ใกล้ปิดฉากไร้คนผิด ภูมิใจไทยใกล้ปลดล็อกข้อครหา แม้จะปลอดภัยจากกับดักนิติสงคราม แต่ต้นทุนความรู้สึกทางสังคม ไม่รู้จะปลอดภัยตามไปด้วยหรือไม่จุดเปราะบางด้านความโปร่งใสที่ยังถูกสังคมตั้งข้อสงสัยหลังจากอำนาจเปลี่ยนมือ หลังค่ายภูมิใจไทยสยายปีกคุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และ ครม.จุดแข็งรัฐบาลสีน้ำเงินที่แม้กุมอำนาจการเมืองได้นิ่ง แต่จะคุมความรู้สึกของประชาชนได้แค่ไหนตามโจทย์เร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ต้องรับมือกับวิกฤติพลังงานโลก จากผลพวงสงครามตะวันออกกลางที่ตั้งท่ายืดเยื้อยาวเป็นแรมเดือน เป็นตัวจุดชนวนเร่งพายุอารมณ์ประชาชนสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกทะยานไม่หยุด ก็ไม่รู้รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันในประเทศได้นานแค่ไหน หากไม่มีมาตรการรองรับ แก้วิกฤติพลังงานล้มเหลว อาจลามสะเทือนค่าครองชีพ กระทบเงินในกระเป๋าประชาชนวิกฤติพลังงานล้อมกรอบ อารมณ์ปากท้องประชาชนก็ไม่รู้จะเอาอยู่หรือไม่ พร้อมสลายแต้มบุญรัฐบาลทุกเมื่อ!!!ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม