แม้เส้นทางในวงการบันเทิงจะพลิกผันขึ้นลงสลับกันราวกับรถไฟเหาะ “Roller Coaster” มามากกว่า 20 ปี แต่ชื่อของ “ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” ยังคงโลดแล่นและไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง จากเด็กฝึก G-Junior สู่สตาร์ระดับเอเชีย เลยต้องชวนหนุ่ม “ไมค์” มาเปิดใจในวันที่กล้านิยามตัวเองว่ากำลังอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุด เพื่อเตรียมตัวพุ่งสู่จุดที่สูงกว่าเดิม สั่งสมประสบการณ์มาถึงวันที่ขอเลือกติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรกในทุกเรื่องของชีวิตปีนี้ของไมค์ พิรัชต์ ก้าวสู่ 26 ปีในวงการบันเทิง มีอะไรให้ว้าวตลอด?“เรียกว่า Roller Coaster ฮะ ขึ้นๆลงๆ ผมเป็นคนวางแผนตัวเองแบบนั้น ให้แบบว่าไม่เยอะเกินไป ให้เขาคิดถึงเยอะๆ แล้วออกมาทีเดียวตูม บางครั้งมันมีเรื่องที่ตัดสินใจยากนิดนึง เพราะตอนนี้ผมอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง ไทยและจีน บางอย่างในไทยคนไทยทำได้ บางอย่างที่นู่นเราห้ามทำ มันก็จะกึ่งๆ เหมือนมีความเป็นนักแสดงทั้งสองที่ ผมเหมือนเป็นนักแสดงจีนไปแล้ว อาจจะเพราะผมอยู่นาน เลยดูเจาะตลาดลึก ผมเป็นคนเวลาเข้าไปเจาะตลาดไหน ผมก็จะเจาะลึกเลย เหมือนตอนเด็กๆไปญี่ปุ่น ก็เจาะลึกไปเลย ผมรู้สึกว่าการจะเข้าตลาดใดตลาดหนึ่งได้ ความสำคัญของมันคือการรู้จักวัฒนธรรมของเขาให้ซึมซับให้ได้ แล้วก็บวกกับเรื่องภาษาด้วย” งานปีนี้ที่จีนจะมีอะไรให้เห็นบ้าง?“มีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเสร็จหมดแล้ว น่าจะฉายช่วง เม.ย. เป็นแนว Rom-com แบบง่ายๆสบายๆ หลายคนจะเห็นผมลุคนิ่งๆ คูลๆมาตลอด แต่เรื่องนี้จะได้เห็นมุมน่ารัก สดใส เท่ แต่ก็มีดราม่าด้วย น่าจะเป็นสไตล์ที่ถูกใจทั้งคนไทยและคนจีนครับ ส่วนนางเอกที่จีน จริงๆเขาเป็นนางเอกแอ็กชันนะ เขาบู๊เก่งมาก ตีลังกาขึ้นสลิงเก่งมาก แต่เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เขาพลิกบทบาท ตอนนี้ผมก็คุยเบื้องหลังด้วย คุยกับผู้กำกับว่าผมอยากเอามาดิสทริบิวต์ที่ไทยเอง เป็น CEO นำเข้า หรือส่งออกเลย คือในอนาคตถ้าผมเล่นหนังไทยหรือซีรีส์ไทย ผมก็จะเอาไปขายจีนได้ด้วย มันคือการฝึกตัวเองเพื่อเรียนรู้ เพราะผมจะเป็นแค่นักแสดงอยู่เฉยๆไม่ได้ ผมต้องมีบริษัทโปรดักชันของตัวเอง ในเมื่อมีโอกาสแล้ว เราเล่นหนังไปแล้ว เราก็เอาเข้ามาเองเลย วางแผน Marketing เอง”ประสบการณ์ทำให้เราอยากจัดการทุกอย่างเองหมดเลย?“มันสั่งสมมาจริงๆครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่พยายามทำอะไรพวกนี้ เราจะตามโลกไม่ทัน ตามรุ่นใหม่ๆไม่ทัน เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ปกติผมก็ทำเรื่องง่ายๆ ไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เจอแต่เรื่องยากๆทั้งนั้น (หัวเราะ) ถ้าผมไม่ตัดสินใจทำเอง หรือลุกขึ้นมาลงมือเอง งานมันก็ไม่เกิด แม้มันจะยากหรือมีอุปสรรค แต่มันก็คุ้มครับ อย่างเวลาผมรับงานพลาด ผมจะไม่พูดถึงมันเลย ผมยอมหายไปดีกว่า จริงๆผมศึกษาทำนายดวงชะตาตัวเอง ก็เลยรู้ว่าช่วงไหนต้องทำอะไร ช่วงไหนต้องพัก ช่วงไหนต้องนิ่งไปใช้ชีวิต ช่วงไหนต้องเตรียมตัวฟิตหุ่น นี่คือการทำนายตัวเองครับ ดูไว้ตั้งนานแล้วครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นผมถึงตัดสินใจไปจีนเลย ไม่มีคนบอกว่าไปแล้วรุ่งนะ หมอไมค์ทายเอง (หัวเราะ) แต่ปัญหาคือผมดูได้แค่ของตัวเอง ดูของคนอื่นไม่ได้” แล้วปีนี้เซ้นส์หมอไมค์บอกว่ายังไงบ้าง? “ปีนี้เซ้นส์บอกว่าให้ทุ่มสุดตัว อยากทำอะไรทำ เพราะมันจะประสบความสำเร็จปีหน้า ปีนี้เป็นปีของการ Invest (ลงทุน) เราจะรู้สึกร่อยหรอแต่ปีหน้าจะเป็นปีของ Harvest (เก็บเกี่ยว)”พัฒนาตัวเองจากคนนิ่งๆ Introvert มาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?“ในการใช้ชีวิตผมยังเป็น Introvert อยู่นะ แทบไม่ค่อยออกไปข้างนอก แต่ผมปรับตัวมากขึ้น พยายามออกไปเจอผู้คน งานส่วนใหญ่ของผมเกิดจากการที่ผมออกไป Socialize เป็น Connection ทั้งนั้น อย่างงาน Paris Fashion Week หรืองานที่มาเลเซียก็เกิดจากการไปคุยกันจนเกิดโปรเจกต์ครับ”ผลงานไทยปีนี้ล่ะ?“คงเป็นเรื่องทำเพลง ก็จะทำแบบอิสระ คิดว่าอาจจะทำเป็นสากลเพราะเดี๋ยวนี้คนไทยฟังเพลงสากลเยอะ ผมอยากจับตลาดรุ่นใหม่ Gen Z ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ใน Cloud เป็นขั้นตอนของการคุยดีลสัญญาและหาคนร่วมงานที่คลิกกันจริงๆ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะอยากทำแบบ Long-term ไม่อยากทำแล้วสุดท้ายไม่แฮปปี้จนแตกกัน การทำเพลงอาจจะไม่ยาก การอัดเสียง Mix Master หรือถ่าย MV ใช้เวลาไม่นาน แต่ผมให้ความสำคัญกับ “กระดุมเม็ดแรก” เพราะผมเคยติดผิดมาหลายรอบ รอบนี้เลยอยากทำให้ถูกผมโตขึ้นจากบาดแผลและประสบการณ์ ยอม เสียเวลาตอนต้นเพื่อสร้างระบบให้ถูกต้องดีกว่า” ล่าสุดไปร่วมงานอีเวนต์ที่มาเลเซียแฟนๆมารอเยอะมาก?“เป็นประสบการณ์ใหม่เลยครับ เพราะผมไม่เคยไปทำงานที่มาเลเซียมาก่อน เอาจริงๆบางประเทศผมมีแฟนคลับอยู่แต่ยังไม่เคยไปก็เยอะ ผมเคยไปแค่ญี่ปุ่น จีน แล้วก็มีไปถ่ายหนังฮอลลีวูดเรื่องหนึ่ง แต่อย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บราซิล หรืออินเดีย ผมยังไม่เคยไปเลย ล่าสุดซีรีส์ Speed and Love ออนแอร์ ผมเห็นแฟนคลับอินโดนีเซียเยอะมาก ปีนี้เลยอยากโฟกัสตรงนี้ อยากเดินทางไปเจอแฟนคลับทั่วโลก”แล้วสำหรับซีรีส์วายมีความสนใจหรือมีคนติดต่อมาบ้างไหม?“มันหาคู่ยากครับ (หัวเราะ) ผมค่อนข้างเลือกบท ถ้าจะเล่นซีรีส์วาย ผมอยากเลือกคู่เอง เพื่อให้การแสดงออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด ถ้ามันมีความเข้าถึงกันได้เหมือนเพื่อนจริงๆ ผมก็ไม่ติดครับ อย่างที่บอกเหมือนการทำเพลงน่ะครับ ขั้นตอนโปรดักชันมันแป๊บเดียวเสร็จ แต่สิ่งที่ยากคือ “การติดกระดุมเม็ดแรก” คือการเลือกคนที่จะร่วมงานด้วย ถ้าหาคนที่ใช่เจอและทุกอย่างเคลียร์ ผมก็พร้อมเริ่มงานทันที”ในเรื่องความสัมพันธ์และชีวิตส่วนตัวล่ะ ติดกระดุมเม็ดแรกถูกหรือยัง?“ผมเป็น Introvert และชอบความเป็นส่วนตัวมาก ถ้าผมคบใครแล้วเราสบายใจกันทั้งคู่ บางทีก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรับรู้ บางครั้งคนรอบข้างผมยังไม่รู้เลย เพราะสุดท้ายโลกมันก็มีแค่คนสองคน ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งมากความ ผมไม่ได้พยายามปิดนะ ใครอยากรู้ก็รู้ไป แต่ตอนนี้ผมไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักเลยครับ ไม่อยากเริ่ม “ติดกระดุม” หรือแม้แต่จะใส่เสื้อด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ผมปล่อยให้เป็นธรรมชาติครับ เพราะที่ผ่านมาเวลาผมลงไปเล่นในสนามจริงแล้วมันล้มทีนึง ผมล้มนานเป็นปีๆ แล้วมันเอฟเฟกต์กับงานมาก ผม เป็นคนที่ความรู้สึกข้างในส่งผลต่อกระแสงาน ผม “ธาตุไฟ” ถ้าไฟข้างในมอด ทุกอย่างก็มอดหมด ผมเลยไม่ค่อยอยากเอาความรู้สึกไปเสี่ยง เพราะมนุษย์เข้าใจยาก ความรักของคนเรามันไม่มีทางเท่ากัน ผมเลยคิดว่าอยู่แบบสบายใจแบบนี้ดีกว่า ขออยู่กับตัวเองไปก่อนครับ”อยู่ในวงการมา 26 ปี มีขึ้นมีลง ไมค์มองตำแหน่งของตัวเองในตอนนี้อย่างไร?“ถ้าใช้ตรรกะของผมนะ ผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมอยู่ในจุดที่ต่ำสุด... แต่ในขณะที่ต่ำสุด ผมก็ยังโอเคอยู่นะ มันเป็น Mindset ที่ผลักดันให้ผมอยากรู้ว่าถ้าตอนนี้เรายังโอเค แล้วถ้าเราพุชตัวเองขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดล่ะมันจะเป็นยังไง กลายเป็นแรงผลักดันครับ ผมเคยเจอความรู้สึกแบบนี้มาก่อนตอนช่วงก่อนจะมาบูมใน Full House หรือก่อนจะไปบูมที่จีน มันคือไซเคิลของรถไฟเหาะจริงๆครับ” หลายคนบอกว่าไมค์เหมือน “แมว 9 ชีวิต” ที่ไม่เคยจมไม่เคยหายไปไหน?“มีคนเคยเรียกผมแบบนั้นครับ แต่ผมบอกเขาไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า ผมน่าจะใช้ 9 ชีวิตหมดแล้ว ตอนนี้ต้องเกิดใหม่แล้วครับ (หัวเราะ) การที่คนมองว่า ผมไม่หายไปไหน แปลว่าการวางเกมของผมมันถูกต้อง ผมเดินเกมไว้หมดแล้ว ยกเว้นช่วงที่ “หมดไฟ” จริงๆอันนั้นคือหายไปเลย แต่พอเราพุชตัวเองกลับมาได้ เราก็เริ่มทำตามแผนที่วางไว้ต่อครับ” มีช่วงที่ท้อบ้างไหม เวลาที่ต้องรอ จังหวะให้กราฟชีวิตกลับมาพุ่งอีกครั้ง?“ท้อครับ ผมท้อทุกวัน ไม่มีวันไหนในวงการบันเทิงที่ผมไม่ท้อ การแข่งขันมันสูง ถ้าผมคิดลบผมคงเลิกไปนานแล้ว แต่ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันของเขา เราก็ยินดีกับเขา แล้วเราแค่รอวันของเรา เดี๋ยวไซเคิลมันก็วนกลับมาเอง ผมอยู่มา 26 ปี เข้าใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่จุดสูงสุดได้ตลอด เดี๋ยวก็มีคลื่นลูกใหม่มา คุณต้องทำตัวเป็นคลื่นอยู่ตลอดเวลาครับ ทุกครั้งที่ผมอยู่ในจุดต่ำสุด ผมจะเตรียมตัวสำหรับวันที่คลื่นจะสูงขึ้นเสมอ เหมือนเราต้องเตรียมเซิร์ฟบอร์ดให้พร้อม ถ้าคลื่นมาแล้วเราไม่มีของ เราก็เซิร์ฟไม่ได้และต้องอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเราฝึกฝนและเตรียมพร้อมอยู่ตลอด พอคลื่นมาปุ๊บเราก็บึ้มขึ้นไปต่อได้เลย ผมถึงยอมอดทนรอ 2-3 ปี เพื่อที่จะ “ตู้ม” ทีเดียว ท้อยังไงก็ไม่เคยถอย? “ผมไม่เคยถอยครับ ยิ่งถ้ามีคนมาดูถูกหรือมองเราต่ำ ผมจะไม่คิดอะไรเลย เพราะคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมรู้ Value ของตัวเอง รู้ว่าเราเคยไปถึงจุดไหนมา และความพยายามของเราจะพาเราไปถึงจุดนั้นได้อีก” 26 ปีในวงการ รู้สึกอย่างไรบ้างที่คนเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก?“ถ้านับ 26 ปี ก็ตั้งแต่เดบิวต์ จี-จูเนียร์ ครับ (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ไปไหนมีแต่คนบอกว่าตามพี่มาตั้งแต่ประถม แม่หนูชอบพี่มาก คือมันเป็นมานานแล้วครับ ผมดีใจที่เห็นพัฒนาการตัวเองและคนก็มองเห็นเราเติบโตมาจนถึงจุดนี้ครับ ทุกวันนี้ผมก็ยังเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ ต่อให้ผมไม่ได้มีงานแสดง ผมก็ฝึกการแสดงทุกวัน ฝึกร้องเพลงทุกวัน อย่างตอนอาบน้ำหรือแช่น้ำผมก็ใช้เวลาขัดเกลาตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเสมอ ภาษาจีนก็เหมือนกันครับ ผมฝึกพูด ฝึกฟังอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้พร้อมทำงานทันทีที่มีโอกาสครับ”.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่