ในขณะที่การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ยังมองไม่เห็นทางออกอย่างสันติ ดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งสัญญาณความปั่นป่วนไปทั่วโลก แต่ในขณะที่โลกกำลังตื่นตระหนก “จีน” ได้แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบนักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจและการเมือง (Economist Intelligence Unit) ชี้ว่า จีนได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกด้วยการ เร่งนำเข้าน้ำมันดิบเข้าคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ต้นปี มีปริมาณนำเข้ารวมกว่า 96.93 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 15.8%) ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอต่อการใช้งานถึง 120 วัน ช่วยเป็น “เกราะป้องกัน” ความเสี่ยงจากความผันผวนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และช่วยซื้อเวลาให้จีนสามารถจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ รวมถึงรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานภายในประเทศท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกนอกเหนือจากมาตรการระยะสั้นแล้ว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ.2569-2573) ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว กำหนดเป้าหมายรักษากำลังการผลิตน้ำมันดิบไม่ต่ำกว่า 200 ล้านตันต่อปี พร้อมเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการ เปลี่ยนถ่านหินเป็นน้ำมันและก๊าซ (Coal-to-liquid/gas) ในพื้นที่ที่มีทรัพยากรถ่านหินอุดมสมบูรณ์ เช่น ซินเจียง มองโกเลียใน และมณฑลส่านซี เพื่อใช้เป็นแหล่งทรัพยากรสำรองในภาวะฉุกเฉินจีนยังคงขยายการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ แอ่งออร์ดอส เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และอ่าวป๋อไห่ พร้อมทั้งมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับแหล่งปิโตรเลียมในน้ำลึกพิเศษ แม้จะมีความท้าทายสูง แต่ก็เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีศักยภาพมหาศาล ขณะที่เดินหน้าสู่พลังงานสะอาดด้วยเป้าหมาย เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 25% ภายในปี 2573 เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระยะยาวยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนในครั้งนี้ สะท้อนการ วางรากฐานความมั่นคงของชาติผ่านการพึ่งพาตนเอง การพัฒนานวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เป็นบทเรียนสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนท่ามกลางความไร้เสถียรภาพของโลก.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม