กระทรวงพลังงานมึน กรณี “เชลล์-คาลเท็กซ์” ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน ชี้ยังเป็นน้ำมันสต๊อกเก่าก่อนเกิดสงครามรอบล่าสุด จึงไม่มีเหตุให้ปรับขึ้นทันที รมว.พลังงานย้ำ 7-10 วันจากนี้ไปจะยังไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาขายปลีก แต่หลังจากนั้นขอดูสถานการณ์สงครามเป็นระยะ และอาจใช้กลไกกองทุนน้ำมัน ไปอุดหนุนราคาแทน ย้ำมีน้ำมันใช้ได้ในประเทศเพียงพอ ไม่ต้องกักตุน กรณีส่งออกไปลาวเป็นไปตามพันธสัญญาระหว่างกัน เพราะไทยก็นำเข้าไฟฟ้าจากลาว “ศุภจี” เตรียม 6 มาตรการรับผลกระทบตะวันออกกลาง ทั้งคุมราคาสินค้า-ช่วยผู้ส่งออกจากราคาน้ำมัน ค่าขนส่งพุ่ง แม้ประเมินเบื้องต้นผลกระทบต่อไทยยังจำกัด ผวจ.เชียงรายออก 6 มาตรการแก้น้ำมันขาดแคลน หลังมีคนไทยและชาวเมียนมาท่าขี้เหล็ก แห่เติมน้ำมันจนรถล้นปั๊มและแอบกักตุน ผลกระทบจากวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้คนไทยทั่วประเทศวิตกว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน หลายจังหวัดผู้คนแตกตื่นแห่กักตุนน้ำมันทั้งไว้ใช้เติมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมทั้งใช้ในการเกษตรและธุรกิจทั่วไป กอปรกับมีบริษัทน้ำมันประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมากในหลายจังหวัดเชียงรายจัด 6 มาตรการแก้น้ำมันขาดที่ จ.เชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ. ลงนามในประกาศขอความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ อ.แม่สาย โดยกำหนดมาตรการเข้มงวด 6 ประการ ประกอบด้วย 1.ขอให้สถานีบริการน้ำมันปันส่วนขายน้ำมันให้ประชาชนสัญชาติไทย ที่ใช้ในการเกษตร เดินทาง ขนส่งในชีวิตประจำวันเป็นปกติเป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันการขาดแคลนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ 2.งดการขายน้ำมันใส่ภาชนะอื่นโดยเด็ดขาด กรณีที่ต้องใช้เพื่อการเกษตร การก่อสร้าง ขอให้ลงทะเบียนชื่อ-นามสกุล/ กิจกรรมที่นำไปใช้งานและปริมาณ 3.การเติมน้ำมันของชาวต่างชาติขอให้ลงทะเบียน ชื่อ-นามสกุล/ กิจกรรมที่นำไปใช้งานและปริมาณทุกครั้ง กรณีที่ปริมาณการเติมซื้อมากเกินความจำเป็นและเหตุผล สามารถลดหรือปฏิเสธการขายได้พบการกักตุนให้แจ้ง จนท.พลังงานในประกาศยังระบุอีกว่า ข้อ 4.การเวียนเติมน้ำมันมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละวันของชาวต่างชาติ ขอให้ปฏิเสธการขาย 5.ในกรณีที่น้ำมันในพื้นทีิ่ อ.แม่สายหมดหรือไม่เพียงพอ ขอให้ประชาชนพิจารณาเติมน้ำมันในพื้นที่ อ.ใกล้เคียง ซึ่งมีน้ำมันเพียงพอในการให้บริการ 6.พบการกักตุน ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้แจ้งสำนักพลังงานจังหวัดเชียงรายทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบ แก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที รวมถึงการดำเนินการทางกฎ หมายตามความผิดที่อาจเกิดขึ้นอย่างถึงที่สุดสารพัดรถแน่นปั๊มใน อ.แม่สาย–แม่จันสำหรับบรรยากาศใน อ.แม่สาย ตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ตลอดวันที่ 3 มี.ค.ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ อ.แม่สาย และ อ.แม่จัน จำนวนมาก ยังไม่สามารถเข้าถึงการเติมน้ำมันได้ตามปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่นำแกลลอนมาซื้อน้ำมันจะไปใช้กับเครื่องตัดหญ้าและเครื่องสูบน้ำ กลับถูกปั๊มปฏิเสธการจำหน่ายตามคำสั่งในข้อ 2 เนื่องจากปัจจุบันพนักงานหน้าลาน ต้องเร่งให้บริการรถที่เข้ามาต่อคิวจำนวนมาก ทำให้ไม่มีระบบการลงทะเบียน มาควบคุมการป้องกันการใส่ภาชนะเพื่อการกักตุนตามที่ประกาศระบุไว้ ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากชาวบ้านที่ไม่ได้รับความสะดวกและเริ่มใช้วิธีดูดน้ำมันจากรถใส่แกลลอนแล้วขับวนไปเติม เพื่อนำน้ำมันมาใช้กับเครื่องยนต์การเกษตร ขณะที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนด้วยเช่นกันชาวเมียนมาท่าขี้เหล็กแห่ตุนน้ำมันนอกจากนี้ในช่วงเช้าวันที่ 3 มี.ค. มีผู้คนจากฝั่งท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา แห่นำรถยนต์และแกลลอนน้ำ มันขนาดใหญ่ มาเติมน้ำมันตุนไว้ตามปั๊มต่างๆในพื้นที่ อ.แม่สาย ขณะที่ชาวเมียนมาก็แตกตื่น แห่ขับรถยนต์ รถสามล้อเครื่องมาเติมน้ำมัน ซึ่งน้ำมันในเมืองท่าขี้เหล็กปกติขายเป็นขวดไม่เกิน 40 บาท ปัจจุบันราคาขึ้นไปถึงขวดละ 100 บาท จึงแห่มาเติมน้ำมันไว้สำรองใช้ ชาวท่าขี้เหล็กมีบทเรียนจากการที่ไทยงดส่งออกน้ำมัน จึงพากันตื่นตัวหากไม่มีน้ำมันใช้ เนื่องจากเมียนมายังต้องพึ่งพาน้ำมันของไทยที่ส่งออกไปลาว เมียนมาก็ไปซื้อน้ำมันจากลาวต่อทำให้นำมันมีราคาสูง ชาวเมียนมามีประสบการณ์ในเรื่องน้ำมันหมด ขณะที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งใน อ.แม่สาย น้ำมันประเภทแก๊สโซฮอล์ 95 จนหมดถัง ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่นยังคงมีแต่มีปริมาณที่น้อยลงน้ำมัน 2 เจ้าปรับขึ้นราคาวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอล กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศเป็นกรณีๆไป ส่วนกรณีสถานีบริการน้ำมันของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลิตรละ 4.20 บาท/ลิตร กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลิตรละ 1.80 บาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมมีราคาอยู่ที่ 49.84 บาทต่อลิตร ดีเซลบี 7 อยู่ที่ 34.14 บาท/ลิตร จากเดิมมีราคาอยู่ที่ลิตรละ 45.64 บาทและ 29.94 บาท ตามลำดับ ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ปรับราคาไปอยู่ที่ 32.85 บาท จากเดิม 30.55 บาท เป็นต้น บริษัทคาลเท็กซ์ ประเทศไทย จำกัด ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศขึ้นไปอีก 1.80 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ลิตรละ 90 สตางค์ โดยทั้ง 2 บริษัทได้ประกาศปรับราคาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.อัดบริษัทน้ำมันขึ้นราคาเกินเหตุขณะที่ผู้บริหารกระทรวงพลังงานระบุว่า เรื่องนี้ถือว่าผู้ค้าน้ำมันปรับขึ้นราคากะทันหัน เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ แม้ไทยจะเป็นตลาดการค้าเสรีน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2534 ที่ผู้ค้ามีสิทธิปรับขึ้นหรือลดราคาขายปลีกน้ำมันได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องรายงานให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รับทราบ ทุกครั้งที่มีการปรับราคาขึ้นลง การปรับขึ้นราคาหน้าปั๊มครั้งนี้ เข้าใจว่าเป็นน้ำมันในสต๊อกเดิมที่มีอยู่แล้ว ควรบริหารจัดการน้ำมันในสต๊อกเก่าให้ขายในราคาเดิมไปก่อนอีก 2-3 วัน ปกติก่อนมีการประกาศปรับขึ้นหรือลดราคาน้ำมัน บริษัทแม่ของแต่ละปั๊มในสังกัดจะแจ้งเจ้าของปั๊มน้ำมันเครือข่ายล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เพื่อให้ปั๊มแต่ละแห่งบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันในภาวะสถาน การณ์เช่นนี้ ผู้ค้าน้ำมันควรบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันของเดิมในราคาเดิมก่อน อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว หากมีการปรับราคาน้ำมันลอตใหม่ประมาณ 1 สัปดาห์ ในทางกลับกัน เมื่อมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศขึ้นเป็นบางปั๊ม จะทำให้ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันในปั๊มที่ราคาถูกกว่า จนเป็นห่วงว่าปั๊มขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล อาจทำให้ขาดแคลนน้ำมันได้ เพราะคนตื่นตระหนกรีบไปเติมตุนหรือสต๊อกน้ำมันจากปั๊มที่ขายถูกกว่าไว้ใช้งานใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาขายปลีก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลยังมีนโยบายใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้าไปตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศระยะหนึ่ง หรือประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ระบุไม่ได้ว่าจะนานเท่าใด โดยกองทุนน้ำมันต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อใช้แนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงควบคู่กันด้วย ขณะเดียวกันผู้บริหารกองทุนน้ำมันประเมินสถานการณ์สู้รบขณะนี้ว่า จะยืดเยื้อและขยายวงกว้างแน่นอน แต่หวังว่าจะใช้เวลาไม่นานเท่ากับสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่รอบนี้มองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจได้เห็นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นไปแตะที่ระดับ 150-170 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากขณะนี้ราคาปรับขึ้นมากกว่า 22 เหรียญสหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากก่อนที่จะเกิดเหตุสู้รบครั้งนี้อยู่ที่ 97-98 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลหากราคาน้ำมันโลกพุ่งอาจปรับราคาผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 130 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันอาจเริ่มทยอยลดเงินอุดหนุนและทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศครั้งละ 50 สตางค์ หรือไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลอาจขยับเพดานราคาควบคุม จากปัจจุบันไม่เกิน 30 บาท เป็นไม่เกิน 33 บาท และเป็นไม่เกิน 35 บาท หากมีความจำเป็นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก โดยยังไม่มีความจำเป็นที่กองทุนน้ำมันต้องกู้เงินเพิ่มเติมมาอุดหนุนราคาเหมือนช่วงที่ผ่านมา จากที่เคยกู้มาชดเชยราคาให้ประชาชนประมาณ 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกระหว่างวันที่ 2-6 มี.ค. ว่า ราคาจะดีดตัวขึ้น จากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังตึงเครียด คาดว่าน้ำมันดิบเบรนท์จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 69.97 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.47เหรียญฯ จากสัปดาห์ที่ผ่านมา“บางจาก” ประกาศยืนราคาขายเดิมขณะเดียวกัน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า จะยังคงราคาจำหน่ายน้ำมันในระดับปัจจุบัน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้พลังงานเป็นสำคัญ พร้อมบริหารจัดการด้านการจัดหาและต้นทุน อย่างรอบคอบ เพื่อดูแลลูกค้าและสังคมท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่ตื่นตระหนก หรือกักตุน เนื่องจากปริมาณสำรอง น้ำมัน และระบบขนส่งภายในประเทศยังคงดำเนินการ ได้ตามปกติสคบ.สั่งดูแลผู้บริโภค–ซื้อขายทองคำอีกด้าน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการ ให้ สคบ. เร่งติดตามดูแลคุ้มครองผู้บริโภคในช่วงที่ เกิดการสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมนัดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องกำหนด มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ในวันที่ 5 มี.ค.69 เวลา 10.00 น. สาระสำคัญจะมุ่งการดูแลผู้บริโภคใน 2 ด้านหลักคือ ทำงานร่วมกับกรมการค้าภายใน ในการ ลงพื้นที่ดูแลราคาสินค้า การเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ในส่วน สคบ.จะเน้นที่สิทธิผู้บริโภคที่ควรได้รับ ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เช่น ความเข้มงวดกำกับดูแล เมื่อใช้สินค้าหรือบริการภายใต้การทำสัญญาระหว่างกัน เช่น การเช่ายานพาหนะ ที่พักอาศัย การโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคหลงผิด ภายใต้สถานการณ์การสู้รบ ในตะวันออกกลาง เช่น ราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ที่ประชุม จะหารือแนวทางการดูแลซื้อขายทองคำ ในช่วงภาวะ ทองคำอยู่ในภาวะราคาผันผวน เช่น การคิดค่าธรรมเนียม ส่วนต่างราคาซื้อขายทอง ที่เกินความเป็นจริง“ศุภจี” จัด 6 มาตรการรับผลกระทบ อีกด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมแผนดำเนินการรองรับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า 2.การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง เช่น ปุ๋ยเคมี เคมีภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ ที่ไทยนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยประสานผู้นำเข้าสำรวจสต๊อกสินค้า และกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้าอื่นนอกภูมิภาคตะวันออก กลาง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น 3.สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยร่วมกับภาคเอกชนประเมินผลกระทบจากค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงช่วยผู้ส่งออกจากราคาน้ำมันพุ่งรมว.พาณิชย์กล่าวอีกว่า 4. ประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก 5.ขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ โดยมอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง 6.วิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที ส่วนราคาพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวน อาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ในระยะถัดไปกระทรวงจึงประเมินว่า แม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคาและโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด“อนุทิน” ประชุมตามสถานการณ์ ตอ.กลางที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทย ที่ประจำการในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง รายงานพัฒนาการสถานการณ์และความคืบหน้าเกี่ยวกับการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมติดตามสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยเชิญเอกอัครราชทูตที่เกี่ยวข้องกับการอพยพเข้าร่วมประชุม โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมเอเชียใต้รายงานสถานการณ์เร่งนำคนไทยในอิหร่านกลับประเทศต่อมาเวลา 13.10 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ แถลงหลังการประชุมว่า ภาพรวมขวัญกำลังใจของคนไทยทุกคนที่นั่นถือว่ายังดีอยู่ สถานเอกอัครราชทูตทำหน้าที่ประสานงาน จะเร่งดำเนินการนำคนไทยประมาณ 300 คน ทั้งคนที่พำนักอยู่ และเจ้าหน้าที่ ให้ออกมาตั้งหลักในเมืองไทย โดยดำเนินการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาล ต้องเร่งประสานงาน สิ่งที่กังวลที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทย แต่ส่วนใหญ่ได้รับการแนะนำว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ปลอดภัย เราก็ห่วงคนของเรา จึงกำชับทูตทั้งหลายว่าให้อำนวยความสะดวกเต็มที่ ถ้าบุคคลใดประสงค์จะกลับไทยต้องให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง เมื่อถามว่ามีคนไทยในอิสราเอลประสงค์เดินทางกลับไทยจำนวนเท่าใด นายอนุทินกล่าวว่า คนไทยในอิสราเอลประมาณ 6 หมื่นคน ประสงค์จะเดินทางกลับ 20 คน คนไทย ที่ไปประกอบอาชีพที่นั่นส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม ส่วนใหญ่อยู่ในโซนปลอดภัย ส่วนคนไทยในสหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยูเออีเป็นฮับการเดินทาง ทำให้ทางเลือกเดินทางยังเยอะอยู่ แต่รัฐบาลได้เตรียมการไว้ เช่น กรณีเกิดเหตุที่ต้องเดินทางออกจากประเทศหนึ่งประเทศใดไม่ได้ สถานทูตจะจัดให้มีการนำคนไทยไปยังอีกเมืองหนึ่งที่น่านฟ้ายังเปิดอยู่ และสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่