นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งต่อไป ว่า ยังไม่รีบตัดสินใจ แต่ก็ได้มีการคิดว่าถ้าจะลงต่อจะมีนโยบายอะไรบ้างที่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าตกผลึกแล้วก็จะมีคำตอบให้กับประชาชน รวมถึงได้มีการพูดคุยกับคณะทำงานไว้บ้างว่า การจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยหน้ามีอะไรที่น่าสนใจบ้างที่จะต้องคิดพัฒนานโยบาย ซึ่งตอนนี้ขอทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก่อน ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกว่าลงหรือไม่ลง เพราะอาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวว่างานที่ทำเพื่อหาเสียงหรือเปล่าผู้ว่าฯ กทม.กล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบ ถ้าพูดไปแล้วก็จะกลับคำไม่ได้ เพราะคำพูดคือนายเรา เราอยากให้มีความแน่ใจในสิ่งที่พูดออกไป ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ติดตัวเราด้วย เพราะถ้าบอกไม่ลงแล้วมาลงก็เหมือนกลับไปกลับมา วันนี้ถ้าจะลงสมัคร ก็ต้องเตรียมตัว เพราะเป็นงานใหญ่ จะมีทั้งสานต่อนโยบายเดิมและเพิ่มนโยบายใหม่ เพราะอีก 4 ปีข้างหน้ามีความสำคัญมาก เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเยอะถ้าเราไม่ทันโลก กรุงเทพฯก็จะเสียโอกาส จึงต้องมั่นใจว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ทั้งนี้ คิดว่าวันที่หมดวาระวันสุดท้ายจะเป็นวันที่ตัดสินใจ ประชาชนต้องดูข้อมูลและนโยบายจากผู้สมัครทุกคนไปถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ถ้าลงสมัครก็ไม่ลงในนามพรรคการเมืองอยู่แล้วจะลงแบบผู้สมัครอิสระสำหรับกรณีที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีผลงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติกล่าวว่า ตนเคารพทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในระบอบประชาธิปไตย มีทั้งคนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ และเชื่อว่าไม่สามารถไปเปลี่ยนใจใครได้ ก็คงไม่ชี้แจงอะไร เพราะประชาชนตัดสินใจได้เมื่อถามว่า การเมืองใหญ่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ต่ออีกสมัยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าว ไม่มีส่วนที่ทำให้ตนต้องตัดสินใจเลย เราทำงานกับทุกคนได้ อยู่ตรงนี้ ก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะเป็นเพียงหน่วยงานท้องถิ่นหน่วยงานหนึ่ง เราไม่สามารถไปเลือกคนที่มากำกับดูแลเราได้ เราต้องทำงานกับทุกคนถ้าเกิดเรามีนโยบายที่ดีพอเชื่อว่าทุกคนก็พร้อมจะร่วมมือกับเรา ขณะที่โจทย์ที่จะต้องนำมาคิดอีกเรื่องคือ การสนับสนุนสมาชิกสภา กทม. ว่าอนาคตจะมีการสนับสนุนใครหรือไม่ ที่ผ่านมามีคนที่ทำงานด้วยแล้วมีความสบายใจหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องนำมาตัดสินใจ.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่