จับตาการเลือกตั้งใหม่ทั้ง สส.เขต-บัญชีรายชื่อ รวมถึงการ ลงประชามติใน 4 หน่วย 3 จังหวัด “กทม.-น่าน-อุดรธานี” โดย กกต.ออกเอกสารงัดข้อกฎหมาย เล็งเอาผิดผู้มาลงคะแนนด้วยสารพัดข้อห้ามทำหลังกาบัตรแล้ว ทั้งห้ามถ่ายบัตร ลต. ห้ามนำบัตรออกนอกคูหา ห้ามโชว์บัตรที่ลงคะแนนแล้วต่อผู้อื่น ฯลฯ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ-จำคุก หนักสุดถึงขั้นถูกเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง 10 ปี พร้อมคาดโทษเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย หากฝ่าฝืนข้อห้าม เจอจำคุก 1-10 ปี ปรับสูงสุด 2 แสนบาท ไปจนถึงถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ให้ลุ้นบัตรเลือกตั้งใหม่ ที่ให้ ปณท.ส่งตรงไปยังพื้นที่จัดเลือกตั้ง ขณะที่ “บวรศักดิ์” โพสต์อ้างอิงพจนานุกรม ตีความคำว่า “ลับ” ย้ำลับจนไม่มีใครรู้เลย ไม่มีอยู่จริง ด้าน “พริษฐ์” ชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์ 5 สิ่งที่ต้องเห็นในวันลงคะแนนเสียง-นับใหม่-ประชามติ หากปฏิบัติไม่เหมือนกับที่ทำเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เท่ากับยอมรับมีปัญหาหลังจากหลายภาคส่วนประสานเสียงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดผลคะแนนในการจัดเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ รวมถึงการทำประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมถึงการมีวิวาทะจากบรรดากูรูนักกฎหมาย ประเด็นการพบบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนน สส.ที่อาจติดตามย้อนไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัคร/พรรคใด ทำให้ไม่เป็นความลับกกต.ร่อนเอกสารโต้ “อภิสิทธิ์”เมื่อวันที่ 21 ก.พ. เวลา 12.42 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกเอกสารชี้แจงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นว่าบัตรออกเสียงประชามติไม่ปลอดภัย ยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมาตรการป้องกันและเป็นไปตามกฎหมาย ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นว่า “บัตรประชามติไม่ปลอดภัย” นั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอชี้แจงว่า ความเห็นดังกล่าวไม่เป็นความจริงในบัตรออกเสียงประชามติมีการกำหนดรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรออกเสียงประชามติ และมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2565 ข้อ 68 วรรคสาม กำหนดให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรออกเสียงโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรออกเสียง” และที่สำคัญบัตรออกเสียงประชามติ เป็นหัวใจสำคัญที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ใช้ในการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อเป็นไปตามเจตจำนงของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอยืนยันว่า หน้าที่ของเราคือ ทำให้การออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งครั้งนี้ “สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน”“มาร์ค” โต้คำชี้แจงของ กกต.จากนั้นเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก “Abhisit Vejjajiva” ตอบโต้กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำเอกสารข่าวชี้แจงประชาสัมพันธ์ยืนยันการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้ง สส.วันที่ 8 ก.พ.2569 ว่า สุจริตและเที่ยงธรรม หลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ถึงการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของคณะ กกต. ที่สังคมมีข้อกังขา เรียกร้องให้นับคะแนนและจัดการเลือกตั้งใหม่ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยใบขีดคะแนนรวมให้สาธารณชนได้ตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส และระบุว่าส่วนตัวมองว่ากรณีมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ทั้งสอง ระบบ ถือเป็นการทำลายหลักการออกเสียงโดยลับขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85ประทับข้อความ “ถามช้าง ตอบม้า”สำหรับโพสต์ตอบโต้ดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เป็นการนำรูปเอกสารข่าวแจกของสำนักงาน กกต.ที่มีรูปนายอภิสิทธิ์ และมีข้อความด้านล่างรูปนายอภิสิทธิ์ ว่า “บัตรประชามติ ไม่ปลอดภัย” ซึ่งเอกสารดังกล่าวพาดหัวว่า “ชี้แจงกรณีมีความเห็นว่า บัตร ออกเสียงประชามติไม่ปลอดภัย ยืนยันมีมาตรการป้องกันและเป็นไปตามกฎหมาย” โดยนายอภิสิทธิ์ ระบุข้อความสั้นๆด้วยอักษรสีแดงตัวใหญ่คาดเฉียงมุม 45 องศา ประทับเต็มกลางเอกสารชี้แจงของสำนักงาน กกต. ว่า “ถามช้าง ตอบม้า” ซึ่งมีแฟนคลับและผู้ติดตามมากดไลค์ภาพดังกล่าวมากกว่าพันคนและ แสดงความเห็นสนับสนุนนายอภิสิทธิ์จำนวนมาก ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่า กกต. ตอบผิดประเด็นไปไกล เพราะนายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเรื่องบัตรเลือกตั้งและชี้แจงกรณีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ที่ไม่เป็นการลับ ขัดต่อกฎหมายแม่บท สูงสุดคือ รัฐธรรมนูญ แต่ กกต.มาตอบเรื่องบัตรทำประชามติว่าปลอดภัย โดยมีกดแชร์หน้าเพจในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 100 ครั้ง ภายใน 1 ชั่วโมงจัด ลต.ใหม่ 2 หน่วย ใน กทม.ส่วนการจัดลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ จำนวน 4 หน่วย ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กทม.-น่าน-อุดรธานี ในวันที่ 22 ก.พ.นั้น กกต.ได้ออกเอกสารเผยแพร่ เรื่องกำหนดวัน และสถานที่นับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ใหม่ ในวันที่ 22 ก.พ.2569 ดังนี้ 1.การนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ และนับคะแนนการออกเสียงประชามติใหม่ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ.2569 เวลา 10.00 น. และ 2.การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ ที่ 9 เขตเลือกตั้งและเขตออกเสียงประชามติที่ 15 กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ.2569 เวลา 08.00-17.00 น.อุดรฯ เลือกใหม่ 1 หน่วย สส.บัญชีรายชื่อ3.การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อของเขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอไชยวาน หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลโพนสูง จังหวัดอุดรธานี ใหม่ ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 4 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ.2569 เวลา 08.00-17.00 น.น่าน 1 หน่วยเลือกใหม่ สส.เขต4.การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน จังหวัดน่าน ใหม่ ณ หอประชุมบ้านศรีเกิด ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ.2569 เวลา 08.00-17.00 น.งัดกฎหมาย ห้ามถ่ายบัตร ลต.ทั้งนี้ สำนักงาน กกต. ยังได้ออกเอกสาร ระบุถึงข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รักษาความลับในการลงคะแนน และให้การออกเสียงลงคะแนนเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ บัตรเลือกตั้ง สส. 1.ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนำบัตรออกนอกคูหาเจอโทษหนัก2.ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจเพื่อออกเสียงลงคะแนน ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และ 3.ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดๆแก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีกำหนดข้อห้ามบัตรประชามติบัตรออกเสียงประชามติ 1.ห้ามใช้บัตรอื่นที่มีใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียงประชามติ 2.ห้ามนำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง 3.ห้ามนำบัตรออกเสียงหรือข้อมูลการออกเสียงที่ลงคะแนนออกเสียงแล้วแสดงต่อผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย 4.ห้ามทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรออกเสียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรออกเสียงของตน หรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดบันทึกภาพบัตรออกเสียงหรือข้อมูลการออกเสียงที่ตนได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับคาดโทษ จนท.ฝ่าฝืนข้อห้าม5.ผู้ใดนำบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง เพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท 6.ผู้ใดทำลายบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้หรือจงใจกระทำด้วยประการใดให้บัตรออกเสียงชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดแก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ถ้าผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปีให้ลุ้นเองรูปแบบบัตรเลือกตั้งผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนบัตรเลือกตั้งที่นำมาใช้นั้น มีรายงานว่าน่าจะเป็นบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดเช่นเดิม โดยว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.ประจำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า บัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์จะจัดส่งโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทยโดยตรงไปยังสำนักงานเขต ส่วนรูปแบบบัตรจะทราบในวันเลือกตั้ง โดยหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เปลี่ยนคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ชุดใหม่ตามระเบียบ กกต. ส่วนหน่วยเลือกตั้งที่ 10 จะใช้ กปน.ชุดเดิม ยืนยันทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย“บวรศักดิ์” ชี้คำ “ลับ” ตามพจนานุกรมต่อมาเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดกับบาร์โค้ด มีเนื้อหาสรุปว่า การเลือกตั้ง “โดยลับ” กับ คิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ด พจนานุกรมให้ความหมายคำว่า “ลับ” ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ว่า ที่อยู่ในที่พ้นตา ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น เช่น ที่ลับ ประตูลับ และที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ ดังนั้น “ลับ” ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลก ไม่มีอยู่จริง ความหมายที่แท้จริง คือ ปกปิดไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิได้ล่วงรู้ เหมือนที่ปรากฏใน ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 และระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 ที่บัญญัติว่า “บุคคลที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของราชการในชั้นใด ต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” และความผิดฐานเปิดเผยความลับในประมวลกฎหมายอาญา ก็ใช้ความหมายเช่นนี้ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ก็ใช้ในความหมายนี้ คือมีผู้รู้เรื่องลับ กับผู้ที่ถูกปกปิดไม่ให้รู้ แปลว่า “ลับ” มีผู้ที่รู้เรื่องนั้นได้ซึ่งก็คือ ผู้ทำ พูด หรือเขียนความลับนั้นเอง และผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้นเป็นหน้าที่ผู้ ลต.ต้องรักษาความลับนายบวรศักดิ์ระบุอีกว่า เรื่องบัตรเลือกตั้ง มาตรา 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 92 เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้พับบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร แล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง” มาตรา 99 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนอย่างไร” โปรดสังเกตวลีที่ว่า “เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” ในทั้งสองมาตรานี้ให้ดี กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ลอยๆ แต่เขาต้องการบอกว่า หนึ่ง ความลับของการเลือกตั้ง ว่าเลือกใคร ไม่ใช่เพียงสิทธิและความคุ้มครองต่อผู้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของผู้เลือกตั้งด้วย ที่จะต้องรักษาความลับ นอกจากนั้น มาตรา 97 ห้ามไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วด้วย มิเช่นนั้นจะมีความผิดทางอาญา สอง ผู้อื่นจะรู้ก็ไม่ได้ เพราะถ้าผู้สมัคร สส.รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร จะเป็นการส่งเสริมการซื้อเสียงบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดจับทุจริตได้นายบวรศักดิ์ระบุต่อไปว่า สาม แต่ กกต.ทั้ง 7 คน ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการจัด และควบคุมการดำเนินการเลือกตั้งให้ “สุจริตและเที่ยงธรรม” และ “เป็นไปตามกฎหมาย” เมื่อมีปัญหาก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบดูได้ เช่น นักศึกษา 100 คน ในหน่วยเลือกตั้งหนึ่งไปต่างประเทศ แต่มีคนไปใช้สิทธิแทน หากผลการเลือกตั้งทิ้งห่างแค่ 30 คะแนน กกต.มีทางเลือก 2 ทางคือ อาจสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้เลือกตั้งใหม่ กรณีนี้การเข้าไปดูว่า 100 เสียงลงคะแนนให้ใครก็จำเป็น ถ้าไม่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดจะทำได้อย่างไร และนอกจาก กกต.แล้ว ศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีเลือกตั้ง ก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบได้ และนอกเหนือจาก กกต.ทั้งคณะ และศาลแล้ว เลขา กกต.หรือเจ้าหน้าที่อื่น ถ้าบังอาจเข้าไปดูว่าคนคนนี้ลงคะแนนให้ใครก็จะติดคุกหัวโต ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.บอก ก.ม.เปิดช่องให้ช่วยกาบัตรนายบวรศักดิ์ระบุอีกว่า คำว่า “เพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร” ศาล หรือ กกต. ทั้งคณะ ไม่อยู่ในคำว่า “ผู้อื่น” เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ในการตรวจสอบให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนเลขาฯ กกต.และเจ้าหน้าที่อื่นการเลือกตั้งก็อยู่ในคำว่า “ผู้อื่น” เข้าไปดูไม่ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งกฎหมายยกเว้นให้กรณีเดียวตามมาตรา 92 ที่ยอมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือคนอื่นทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ ตามเจตนาของผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ กรณีนี้การลงคะแนนไม่เป็นความลับแน่ แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้พิการทุพพลภาพหรือสูงอายุย้ำลับจนไม่มีใครรู้เลย ไม่มีอยู่จริงนายบวรศักดิ์ระบุว่า และศาลรัฐธรรมนูญมีคำ วินิจฉัยที่เรื่องดังกล่าวว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะ ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ชัดเจนว่าลับจนกระทั่งไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกนั้น จึงไม่มีอยู่จริงถึงเวลา กกต.เรียกความเชื่อมั่นนายบวรศักดิ์ระบุอีกว่า การสแกนบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด เพื่อเข้าถึงต้นขั้ว และจากต้นขั้วต้องไปยังชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงว่า ทั้งสามเก็บคนละที่ ไม่มีทางติดตามดูได้ ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค จึงไม่ขอพูด อย่างไรก็ตาม เราต้องไปตรวจสอบกับข้อเท็จจริงที่ กกต.ปฏิบัติอีกที ถ้าไม่เป็นจริงตามที่ กกต.ชี้แจง ต้องเล่นงานผู้รับผิดชอบว่าให้ข้อมูลเท็จ เรื่องนี้ให้บทเรียนเราสองเรื่อง คือความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผู้จัดเลือกตั้ง เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ถ้าตนเป็น กกต.จะต้องหาทางประชุมสัมมนาว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้คนเชื่อและไว้ใจ และวันนี้ เมื่อคนไม่ไว้ใจคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดต้องหาวิธีใหม่ ที่จะพิสูจน์บัตรปลอมโดยระบุตัวไม่ได้มาใช้แทน จะพิมพ์ลายน้ำหรือมีเทคนิคอะไรก็ต้องคิดกัน คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องแยกผู้จัดเลือกตั้งออกจากผู้วางกฎเกณฑ์สำหรับการ เลือกตั้ง และผู้จับผู้กระทำผิดในการเลือกตั้ง ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้โกงเลือกตั้ง เหมือนในร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 2558 ที่ตนยกร่างและถูกคว่ำ ซึ่งร่างนั้น ตนให้ที่ประชุมปลัดกระทรวงจัดเลือกตั้ง ส่วน กกต.วางกฎเกณฑ์และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ท้ายที่สุดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาลงโทษผู้โกงเลือกตั้ง“พริษฐ์” ชี้ 5 สิ่งที่ต้องเห็นใน ลต.ใหม่ต่อมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเช่นกันว่า 5 สิ่งที่เรายังต้องเห็นในการลงคะแนนเสียงใหม่ในวันที่ 22 ก.พ.หาก กกต.ยืนยันว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกต้องทุกประการและเป็นไปโดย “ลับ” จึงอยากชวนประชาชนทุกคนร่วมกันสังเกตการณ์และจับตาการลงคะแนนเสียงใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในบางหน่วย (เช่น กทม. เขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยที่ 9) อย่างใกล้ชิด หาก กกต.ยืนยันว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกต้องทุกประการ และเป็นไปโดย “ลับ” สิ่งที่เราจะต้องเห็นในวันที่ 22 ก.พ.นี้ จะต้องเหมือนกับสิ่งที่เราเคยเห็นเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ทุกประการ กล่าวคือ 1.บัตรเลือกตั้งจะต้องมี barcode / QR code เหมือนเดิม โดยในขั้นต่ำ บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ จะต้องมี barcode ที่แตกต่างกันสำหรับบัตรแต่ละใบและระบุ “รหัสบัตร” ได้อย่างเจาะจงจนท.ต้องไม่ปกปิดบาร์โค้ด/QRโค้ดนายพริษฐ์ระบุต่อว่า 2.ตอนรับบัตรเลือกตั้งจากเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิลงคะแนน เสียง จะต้องสามารถเห็น “รหัสบัตร” ตรงต้นขั้วของบัตรที่ตนเองได้รับ 3.หากประชาชน 2 คน เข้าคิวต่อกันเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง “รหัสบัตร” ตรงต้นขั้วของ 2 คนนั้นจะต้องเป็นรหัสหรือตัวเลขที่เรียงกัน 4.ตอนรับบัตรเลือกตั้งจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะมีการเขียน “ลำดับ” (ซึ่งหมายถึงลำดับในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่ลำดับการรับบัตร) ของผู้รับบัตรไว้ตรงต้นขั้ว 5.ตอนนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จะต้องชูบัตรและขานคะแนนต่อหน้าประชาชนที่สังเกตการณ์ ในลักษณะที่ไม่มีการจงใจปกปิด barcode / QR codeจับตาตัวบ่งชี้แนวปฏิบัติทีิ่ไม่เหมือนกัน“หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งดังต่อไปนี้ ไม่เกิดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ. ก็แสดงว่า การจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.กับวันที่ 22 ก.พ.ใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน และก็อาจแสดงว่า กกต.ยอมรับโดยปริยาย ว่าการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.มีปัญหา” นายพริษฐ์ระบุอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่