สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีการก่อเหตุเกิดขึ้นรายวัน โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง อบต. และ สส. “กลุ่มขบวนการก่อเหตุความไม่สงบ” ต่างพยายามสร้างความปั่นป่วนมากกว่าการแสดงออกมาในเชิงข้อเรียกร้องทางการเมืองโดยตรงอย่างกรณีล่าสุดคนร้ายป่วนเลือกตั้ง “ลอบแขวนป้ายผ้าข้อความเชิงสัญลักษณ์” เพื่อหวังสร้างความวุ่นวายใน 4 จังหวัด ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีก่อเหตุแบบใหม่ “เน้นการวางแผน” เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียฐานมวลชนและไม่ให้ประชาชนหันมาต่อต้านขบวนการตามที่ อดีตนายทหารระดับสูงในกองทัพภาคที่ 4 ให้ข้อมูลไว้ว่า สำหรับการก่อเหตุใน 3 จชต.ที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงต้นปี 2569 ทั้งปั่นป่วนลอบวางระเบิด หรือเหตุเผาปั๊มน้ำมัน ส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 11 ม.ค.และเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ. “รูปแบบการก่อเหตุยังเป็นการสร้างความกลัวให้ชาวบ้าน” ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐเผชิญความยากลำบากในการดูแลความปลอดภัยลักษณะของการก่อเหตุ “จึงมิได้มุ่งทำร้ายประชาชนโดยตรง” แต่เป็นเพียงการทำให้สถานการณ์ตึงเครียด สร้างความหวาดกลัว เพื่อไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการดูแลหีบเลือกตั้ง การขนย้ายไปจนถึงการนับคะแนนเท่านั้นเองซึ่งกระบวนการลักษณะนี้ “มักเกิดขึ้นรูปแบบเดิมซ้ำๆ” แต่ไม่ใช่การก่อเหตุตามวงรอบอย่างที่บางคนเคยพูดไว้จากความไม่เข้าใจระบบภายใน BRN เพราะเรื่องนี้แม้แต่คนอยู่ใน BRN ก็ยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดด้วยซ้ำเพราะการบริหารแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการทหาร ฝ่ายมวลชน มีระบบบริหารตั้งแต่ระดับกลาง ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล ดังนั้นกลุ่ม BRN มักจะรับรู้เฉพาะในส่วนของตนเอง เช่น แต่ละจังหวัดก็รู้เฉพาะพื้นที่ตัวเอง ฝ่ายทหารก็รู้ในส่วนของฝ่ายทหาร และฝ่ายมวลชนก็รู้แต่ในส่วนของฝ่ายมวลชนอย่างไรก็ตาม ในระดับแกนนำแต่ละเขตก็จะมาประชุมร่วมกัน “เพื่อประสานงานในภาพรวมของแต่ละเขตให้มีเป้าหมายเดียวกัน” แต่ในระดับผู้ปฏิบัติแทบจะไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ เพราะเป็นองค์กรลับมีโครงสร้างลับมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในช่วงแรกๆ ขณะที่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปถึงรายละเอียดเหล่านี้ทั้งหมดได้ จริงๆแล้วในช่วง 1-2 ปีมานี้ “อาจรู้สึกว่าสถานการณ์ใน 3 จชต.รุนแรงขึ้น” แต่เมื่อย้อนหลังดูจะพบว่ารูปแบบการก่อเหตุในแต่ละปีใกล้เคียงกันขึ้นอยู่กับปัจจัย และเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา เพราะผู้ก่อเหตุมีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ “ไม่ได้ลงมือแบบสุ่ม ขาดการวางแผน” โดยมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนทุกครั้งอันผ่านการตัดสินใจจาก “ที่ประชุมร่วมฝ่ายทหาร ฝ่ายมวลชน และฝ่ายการเมืองทุกขั้นตอน” ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด หรือการก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่รัฐ ล้วนแต่มีการประเมินความสูญเสียของมวลชนมาเป็นองค์ประกอบ เช่น ถ้าโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีเครือญาติเป็นคนมลายูจะส่งผลเสียต่อฐานมวลชนก็จะยุติแผนนั้นทันทีแล้วกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน “มักจะกำหนดเป้าหมายล่วงหน้าในระยะยาวแต่ละพื้นที่” ด้วยการติดตามความเคลื่อนไหว นำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบก่อนตัดสินใจลงมือ “อันเป็นยุทธวิธีปกติขององค์กรลับ” แต่เมื่อกระทำแล้วก็จะจบไปหากไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้เพราะฝ่ายรัฐบาลไทย “ยึดการบังคับใช้กฎหมายตาม ป.วิอาญา” ถ้าไม่มีพยานหลักฐานรองรับก็ไม่สามารถจับกุม หรือเอาผิดได้ “ต่อให้มีการซัดทอดก็ตาม” แต่สุดท้ายคดีก็มักจะถูกยกฟ้องประจำอยู่เสมอตอกย้ำอีกว่า “สถานการณ์ใน 3 จชต.เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก” โดยเฉพาะด้านยุทธวิธีและงานมวลชน เนื่องด้วยปัจจุบันฝ่าย BRN ไม่ได้มุ่งเน้นดึงประชาชนมาเป็นมวลชนเหมือนในอดีต เพราะชาวบ้านต้องเผชิญความไม่สงบมานานกว่า 20 ปี โดยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แถมยังต้องดำเนินชีวิตทำมาหากินยากลำบากกว่าปกติทำให้ปัจจุบัน “BRN หันไปให้ความสำคัญกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่อายุ 20–30 ปี” อันเป็นเด็กรุ่นที่เติบโตขึ้นมาภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบที่เริ่มต้นในปี 2547 ซึ่งมีประสบการณ์ และมุมมองต่อสถานการณ์แตกต่างจากชาวบ้านรุ่นก่อน จนกลายมาเป็นเป้าหมายหลักถูกดึงเข้ามาเป็นมวลชนของฝ่าย BRN มากพอสมควรด้วยการบ่มเพาะผ่านการพาไปกุโบร์ และเล่าเกี่ยวกับบรรพบุรุษต่อสู้ในอดีต หรือประวัติศาสตร์แบบที่ต้องการสื่อสารเป็นเครื่องมือทางความรู้สึก สร้างการยึดโยงทางความคิด แตกต่างจากการสร้างมวลชนสมัยก่อนที่ถูกบ่มเพาะผ่านกระบวนการทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันในมัสยิด หรือการทำพิธีสาบานตนในมัสยิด สิ่งนี้ทำให้เห็นประเด็นสำคัญคือ “มวลชนของ BRN ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” สะท้อนจากในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนใน 3 จชต.ออกมาใช้สิทธิอย่างปกติ แม้แต่ผู้เคยถูกมองว่าเป็นมวลชน BRN ก็ไม่แสดงท่าทีต่อต้าน หรือแอนตี้การเลือกตั้ง ทั้งที่ตามหลักการของ BRN มักไม่ให้มวลชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองของรัฐไทยเพราะในมุมชาวบ้านปัจจุบัน “ไม่ได้สนับสนุนและไม่ลุกขึ้นมาต่อต้าน” เลือกวางตัวเป็นกลางจากความหวาดกลัวในความไม่รู้ว่า “ใครอยู่ในเครือข่าย BRN เกรงจะตกเป็นเป้าถูกทำร้าย” โดยเฉพาะในใจผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่เบื่อหน่ายกับความรุนแรงแล้วเช่นนี้ หากต้องการมวลชนมาอยู่ฝ่ายรัฐควรทำให้เขารู้สึกปลอดภัยก่อนเนื่องจากประชาชนใน 3 จชต. “มีเป็นล้านคนต้องออกไปทำมาหากิน” แต่ฝ่ายความมั่นคงกลับไม่สามารถคุ้มครองได้ทั่วถึง แม้แต่บางคนมีญาติเป็น RKK ก็หลีกเลี่ยงการแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบเพื่อปกป้องครอบครัวได้ปัญหาสำคัญมาจาก “ฝ่ายไทยไม่เข้าใจโครงสร้างการทำงาน BRN คือใคร” เช่นนี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่กล้าเข้ามาร่วมมือกับรัฐอย่างเต็มที่ แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะลงพื้นที่พบปะหรือขอความร่วมมือ “ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือแบบไม่สนิทใจ” เพราะเกรงว่ากลุ่ม BRN จะเพ่งเล็ง กดดัน หรือคุกคามจนตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนเลือกวางตัวเป็นกลางเพื่อความอยู่รอด แม้ในใจจะต้องการความสงบและอยากเห็นรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่เมื่อความปลอดภัยไม่ชัดเจน ความร่วมมืออย่างจริงใจจึงยังไม่เกิดขึ้นเต็มที่ฉะนั้นการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน” รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ หรือชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ทุกคนล้วนต้องการความสงบสุข และการดำรงชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม