ผมเรียนท่านผู้อ่านไว้แล้วว่าในช่วงตรุษจีนสัปดาห์นี้ ผมจะขอหยิบยืมธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามอย่างหนึ่งของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนมาใช้ในการเขียนหนังสือของผมคือจะเขียนถึงแต่เรื่องดีงาม เรื่องที่เป็นมงคลสร้างสรรค์ และเป็นผลประโยชน์แก่ประเทศชาติเท่านั้น แบบเดียวกับที่พี่น้องชาวจีนเขาจะพูดดีทำดีในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปในทางที่ดีตลอดปีใหม่ที่รอพวกเขาอยู่ข้างหน้าผมขออนุญาตงดเว้นที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองเอาไว้ก่อนในช่วงนี้ เพราะดูๆแล้วเต็มไปด้วยข่าวอัปมงคล...ทะเลาะเบาะแว้ง... ขัดแย้ง...เลือกตั้งจบแต่เหตุการณ์ยังไม่จบ...เฮ้อ!หยิบมาเขียนช่วงนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องอัปมงคลไปเสียอย่างว่าอย่างไรก็ดีเรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ความจริงก็มีมุมมองในเชิงติติงไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่บ้างเหมือนกันแต่เมื่อพิจารณาถึงเจตนาและผลของการดำเนินงานแล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยส่วนรวม น่าจะดำเนินการต่อไปได้เพียงแต่หาทางปรับปรุงรายละเอียดบางอย่างบ้างเท่านั้นท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวออนไลน์เป็นประจำคงจะทราบแล้วว่าในช่วง 1 เดือนเศษๆที่ผ่านมานี้ได้เกิด “ปรากฏการณ์” ประการหนึ่งขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยคือจู่ๆนักท่องเที่ยวก็หันมาแต่งชุด “นุ่งกางเกงยีนส์ ห่มสไบ” เข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะที่วัดอรุณฯอย่างคึกคักมากซึ่งเมื่อก่อนก็มีการแต่งไทยอยู่แล้ว แต่เป็นการแต่งทั้งตัว คือทั้งเสื้อผ้าส่วนบนและผ้าถุงหรือผ้าซิ่นส่วนล่าง...แต่ตลอดเดือนที่ผ่านมานี้ นักท่องเที่ยวจะ “ห่มสไบ” เฉพาะท่อนบนแต่ท่อนล่างจะสวม “กางเกงยีนส์” แทนผ้าซิ่นหรือผ้าถุงว่ากันว่าต้นกำเนิดมาจากเพลงใหม่เอี่ยมอ่องของ “น้องกระแต” อาร์สยาม ชื่อเพลง Bangkok City ซึ่งแต่งเนื้อร้องพูดถึง Bangkok หรือกรุงเทพฯเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีเสียงดนตรีไทยและดนตรีสากลในจังหวะร็อกร่วมบรรเลงอยู่ตลอดในขณะที่ น้องกระแต และหางเครื่องของเธอจะแต่งสั้นๆทั้งบนและล่าง เต้นไปตามจังหวะของการร้องและบรรเลงตั้งแต่ต้นจนจบดูจาก MV ของเพลงก็ยังไม่เห็นว่าน้องกระแตหรือแดนเซอร์ห่มสไบนุ่งกางเกงยีนส์แต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อเพลง Bangkok City เกิดฮิตขึ้นมาก็มีการโปรโมตผ่านยูทูบผ่านติ๊กต่อกแนะนำชุด “ห่มสไบ–ใส่ยีนส์” เสริมขึ้นมา...ซึ่งก็ฮิตในบัดดลเกิดกระแส “ห่มสไบ ใส่กางเกงยีนส์” แทนแต่งไทยทั้งชุด เข้าสู่วัดวาอารามต่างๆ อยู่ในขณะนี้ในแง่บวกก็มองกันว่านี่คืออีกพลังหนึ่งของ Soft Power ไทยเรานำสไบมาประยุกต์กับกางเกงยีนส์ จะทำให้วัฒนธรรมไทยอันทรงพลังนี้อยู่ยั้งยืนยงไปตราบกาลนานขณะเดียวกันก็จะก้าวข้ามขั้นจากท้องถิ่น คือ เฉพาะบ้านเราเท่านั้นไปสู่ระดับโลก และกลายเป็นวัฒนธรรมที่โลกยอมรับแต่สำหรับผู้ที่มองในแง่ติติงก็บอกว่า พอประยุกต์เข้าไปแล้ว สัดส่วนสากลมีมากกว่า อาจส่งผลให้วัฒนธรรมสากลกลืนวัฒนธรรมไทยของเราไปเสียในที่สุดสากลข้อที่หนึ่งก็คือ กางเกงยีนส์ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นวัฒนธรรมอเมริกัน...ส่วนสากลข้อที่สองคือ การ เปิดสะดือ นั้นน่าจะเป็นวัฒนธรรมอินเดีย และวัฒนธรรมอาบน้ำแบบฝรั่งแต่งชุดบิกินีจึงมีบางสถานที่ที่รู้สึกขัดเขิน และบอกว่าไม่เหมาะสมที่จะแต่งชุดเปิด สะดือ เข้ามาในสถานที่ที่ไม่สมควรแก่การเปิดสะดือ เช่น วัดวาอาราม เป็นต้นสำหรับผมเองเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็เห็นด้วยว่า การเปิดสะดือไม่ใช่วัฒนธรรมไทยแน่นอน ดังนั้นหากจะพบกันครึ่งทางโดย ห่มสไบแต่คลุมสะดือให้มิดชิดแล้วนุ่งกางเกงยีนส์ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่ายแต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร หรือจะเดินหน้าไปสู่จุดไหน...ผมก็คงต้องขอขอบคุณ “น้องกระแต” ไว้ ณ ที่นี้และถือว่าการจุดกระแส “นุ่งสไบ” ใส่ยีนส์และเปิดสะดือ เป็นความปรารถนาดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ติดใจสงสัยใดๆเลยครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม