มาพร้อมปรากฏการณ์ความฮอตอีกครั้ง สำหรับศิลปินหนุ่ม “BILLKIN” หรือ “บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” กับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ “BILLKIN FEELQUENCY CONCERT PRESENTED BY CP” 3 รอบการแสดง ในวันที่ 13, 14, 15 มี.ค.69 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ที่แฟนๆให้การตอบรับล้นหลาม บัตรทั้ง 3 รอบการแสดงก็ SOLD OUT ครบทุกที่นั่งอย่างรวดเร็ว ใครพลาดสามารถซื้อบัตร Live Streaming ได้ทั้ง 3 รอบการแสดง ทางเว็บไซต์ www.allticket.com งานนี้ “บิวกิ้น” เปิดใจเล่า พร้อมจัดเต็มด้วยเซ็ตลิสต์เพลงฮิต โปรดักชันจัดเต็ม และโมเมนต์พิเศษทุกคลื่นความถี่ของความรู้สึกเผยความรู้สึกกับแฟนๆ หลังบัตร “SOLD OUT” ว่า...“ไม่มีอะไรจะบอก นอกจากคำว่าขอบคุณมากจริงๆ ขอบคุณที่มาซัพพอร์ตอยากมาเจอกัน สัญญาว่าจะทำให้เต็มที่ทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่ตัวผมเองในวันนี้จะทำได้ อยากเจอทุกคนนะครับ หวังว่าทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ดีกลับไปนะครับ การเตรียมโชว์เกือบ 100% แล้วครับ มีเรื่องดีเทลนิดหน่อย แต่ว่าโครงสร้าง ฟังก์ชัน ทุกอย่างวางไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของการซ้อมล้วนๆ ครับ” ที่มาที่ไปของคอนเสิร์ตนี้? “ผมว่ามันก็เป็นทุกๆครั้งที่ทำคอนเสิร์ตเดี่ยว ผมว่ามันก็จะเป็นวาระของมัน อย่างคราวที่แล้วมันก็เป็นจังหวะที่ทำ LOVE’S APPRENTICE จบ EP แรก หลังจากนั้น 2 ปีกว่าๆ หลังจากนั้นก็ไปทำเพลง เพิ่งปิดอัลบั้ม Grow With The Flow รู้สึกเหมือนเราเดินทางผ่านการทำงาน ผ่านการใช้ชีวิต จนเรารู้สึกว่าเหมือนเราเขียนหนังสือจบอีกเล่มหนึ่งแล้ว เราพร้อมที่จะมาทำคอนเสิร์ต มีเรื่อง มีไอเดีย มีสิ่งที่อยากจะนำเสนอ”ความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้?“คอนเสิร์ตครั้งนี้จะมาได้ธีม music quality เรารู้สึกว่าด้วยแรงบันดาลใจหรือสิ่งต่างๆ ที่ไปเสพหรือพบเจอมาในระยะที่ผ่านมาในการทำงานด้วย มันทำให้เรามีแรงบันดาลใจใหม่ๆ มีสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอใหม่ๆ music quality อาจจะเป็นการนำเสนอในความลึกที่มันมากขึ้น พยายามจะเล่าในหลายความรู้สึกให้ถูกตีความในนิยามที่เรารู้สึก ณ วันนี้ ทั้งความสนุก ความคิดถึง ความเหงาอะไรต่างๆ ก็จะถูกตีความมาในรูปแบบดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆที่ได้รับมาตลอด 2 ปีกว่าๆ” คิดถึงกับเหงาอะไรมากกว่า? “ก็เหงาบ้างบางที คิดถึงบ้างบางคราว (ยิ้ม)” ไลน์อัปเพลงก็ต้องเลือกยากมากแน่ๆ? “ผมว่าส่วนหนึ่งก็จะเป็นเพลงของผมเองที่จริงๆมันก็จะมีเรื่องราวหลายเรื่องราวที่มันจะเล่าหลายความรู้สึกจากสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในแต่ละองค์ของคอนเสิร์ต ส่วนบางเพลงคุณอาจจะเคยฟังมาในหลายๆ ครั้งหรือในหลายๆรูปแบบ เราก็พยายามจะนำเสนอในวิธีใหม่ๆในการตีความแบบใหม่กับเพลงเดิม บวกกับมันก็จะมีเพลงที่เราชอบ หรือมันอาจจะมีเพลงที่เรารู้สึกว่ามันเหมาะกับบริบทของแต่ละองค์ มันก็จะมาเสริมความรู้สึก หรือแต่ละคลื่นความถี่ของความ รู้สึกให้มันเล่าได้เต็มรสชาติมากขึ้น”2 ปีที่ผ่านมามีเรื่องราวอะไรที่จะเล่าบ้าง?“ผมคิดว่าแต่ละการตีความของแต่ละความรู้สึกมันก็มีภูมิหลังแล้วก็มีเซตติ้งของมันอยู่ ว่าแต่ละเพลง แต่ละวิธีการที่มันนำเสนอมันผ่านแนวคิดอะไรมา ก็คิดว่าน่าจะมีเล่าบ้างระหว่างทาง” 2 ปีเจอหลากหลายเรื่องราว? “เยอะแยะ หยิบจับมาก็เล่าได้ ไม่หยิบจับมาก็เล่าได้” มีเรื่องอะไรอยากเล่าเป็นพิเศษมั้ย? “มีครับ มีเยอะเลยครับ ผมรู้สึกว่ากว่าจะทำคอนเสิร์ตได้ มันเหมือนกับว่าเราต้องไปเก็บความรู้สึก เก็บเรื่องราว เหมือนไปใช้ชีวิตสักพักนึง พอมาถึงจุดที่เราพร้อมที่จะเล่าจริงๆในวันนี้ ผมว่ามันก็มีหลายๆ เรื่องหลายๆความรู้สึก คิดว่ามีเยอะพอที่จะทำคอนเสิร์ตได้” จะเอาเรื่องราวที่อังกฤษมาเล่าด้วยมั้ย? “ผมว่ามันก็ผสมๆกัน จริงๆตั้งแต่ตอนทำเพลง หรือว่าอะไรต่างๆมันก็มีหลายๆแรงบันดาลใจที่ไปคิด หรือตกตะกอนได้ในช่วงตอนที่อยู่อังกฤษ หรือว่ามันก็มีเพลงที่มีเบื้องหลังเป็นการถ่ายเอ็มวีที่ไปถ่ายที่อังกฤษ หรือว่าได้ความรู้สึกได้อะไรกลับมา ผมว่ามันก็เป็นคาบเกี่ยวของช่วงชีวิตช่วงหนึ่งที่ก็ดีครับ” จะมีกี่พาร์ต? “เยอะครับ พยายามจะทำให้มันครบกับทุกคลื่นความถี่ความรู้สึก เหมือนกับการเล่าหนังสือชีวิตแล้วกัน 2-3 ปีที่ผ่านมาไปเจออะไรมาบ้าง มีความรู้สึกไหนในวันนี้ เรามีมุมมองแต่ละมุมยังไง ผมว่าน่าจะครบทุกความรู้สึก สนุกสนาน” แล้วเรื่องเต้นล่ะ? “ก็มีบ้าง ผมว่ามันก็เป็นอีกมุมนึงที่ไปซุ่มซ้อมมาบ้าง” สนิทกับร่างกาย ขึ้นแล้ว? “คุยกันทุกวันครับ ตอนนี้เริ่มคุยรู้เรื่องแล้ว ก่อนหน้านี้คุยกันไม่ค่อยถูกคอเท่าไหร่” มีอะไรมั้ยที่ยังไม่เคยทำแล้วจะได้เห็นในคอนเสิร์ตนี้?“ผมว่ามีนะ คนน่าจะได้เห็นภาพ โชว์ที่อาจจะไม่เคยเห็นผมไปอยู่ในบริบทที่มันหลากหลายขนาดนี้ก็พยายามใส่ให้สุดมากที่สุดเท่าที่มีความคิดและพละกำลังที่จะทำได้” แสดงว่า 3 วันก็แตกต่างกัน? “แตกต่างครับ ก็มีความแตกต่างในแต่ละวัน เดี๋ยวนี้เราทำอะไร ก็จะหาอะไรที่ให้คนรู้สึกว่ามีอะไรให้ได้ลุ้น หรือว่ามีอะไรให้ตื่นเต้นในทุกๆวัน ไม่เหมือนกัน” แขกรับเชิญ 3 วันจะเหมือนกันมั้ย? “ต้องรอดู มีครับ แต่ก็คิดว่ามีความแตกต่างแล้วกัน” จะได้เห็นทุกคนที่เราเคยไปคอลแลบด้วยมั้ย? “ทุกคนเลยเหรอครับ อาจไม่ครบทุกคน แต่อาจจะมีหลายๆคน ผมว่ามีหลายๆโชว์ที่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในวาระพิเศษของคอนเสิร์ตเท่านั้น ที่รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ได้ไปเกิดในบริบทอื่นบ่อยๆ” แล้วในพาร์ตของโปรดักชันจะอลังการขนาดไหน? “ในโจทย์ของ music quality เราพยายามจะทำให้มันเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมคิดว่าทุกคนที่มาดูน่าจะได้เจอกับการนำเสนอดนตรีในรูปแบบที่เรียกได้ว่าฟูลสเกลในแต่ละธีม ในแต่ละความรู้สึก น่าจะเต็มที่ แล้วก็ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็เคยมี” งบทุ่มไปเท่าไหร่? “ยังไม่รู้เลยครับตัวเลข ก็ยังไม่ได้คุยเรื่องตัวเลข ตอนนี้เอามันส์ก่อนครับ ทำงานเอาสะใจก่อน ทำเต็มที่เท่าที่จะทำได้”คนบอกว่าเราเป็น CEO ที่จริงใจ ป้องกันการอัปราคาบัตร?“อันนี้ต้องให้เครดิตทีมงาน ผมว่ามันเป็นประเด็นที่เซนซิทีฟ ผมว่ามันมีหลายๆแง่มุมที่ต้องคิด จริงๆแล้วเราก็อยากทำออกมาให้มันสมูทที่สุด ทำคอนเสิร์ตแต่ละครั้งอยากให้มันมีมวลของการมามีความสุขด้วยกัน มาสนุก มามีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน ไม่อยากให้เสียอารมณ์ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็พยายามจะคิดให้ได้มากที่สุด” เวลาเห็นคนที่เค้ามาโกงคนที่รักเรารู้สึกยังไง? “ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่แย่ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามพูดรวมๆเราเอาเรื่องของความรัก ความชอบ ความเชื่อ ใครมีเจตนาไม่ดีไปหลอกเค้าผมว่ามันแย่ เราก็เป็นเรื่องน่าเศร้า ใครที่ทำก็ควรจะพึงระลึกกับตัวเองไว้ให้ดีก็คิดเอาเองครับ เราก็พยายามจะแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด คิดให้รอบคอบมากที่สุด แต่ปัจจัยบางอย่างเราควบคุมไม่ได้”ถามถึงอัลบั้ม Grow With The Flow ที่เพิ่งปิดอัลบั้มไป เป็นไงบ้าง?“ผมว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจ อย่างที่บอกว่าพอเราโตขึ้นทั้งในฐานะบุคคล หรือว่าการเป็นศิลปิน เราก็เริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น เริ่มไปเจอความรู้สึกที่มันหลากหลายมากขึ้น รวมถึงในการทำงานพอเรามีประสบการณ์มากขึ้น เราเริ่มลงไปละเอียดกับมันได้มากขึ้น มองเห็นแง่มุมที่มันมากขึ้น พอทุกอย่างมันผสมกันมันทำให้เรานำเสนองานที่มันตรงใจแล้วก็ตรงกับที่อยากจะนำเสนอมากขึ้น ผมว่ามันอาจจะเป็นเพลง 8 เพลงที่ล่าสุดมันอาจจะเป็นความรู้สึกของวันนี้ ผมเลยรู้สึกว่ามันเป็นงานที่มีคุณค่า เหมือนเป็นไดอารีของช่วงชีวิตนี้” แต่ละเพลงในอัลบั้มมีความร้อยเรียงกันยังไง? “อาจจะไม่ได้เรียงเป๊ะๆ อัลบั้มนี้มันมีความ Grow With The Flow จริงๆ ไอเดียความรู้สึกอะไร อยากจะลอง อยากจะคิดทำอะไร เราก็พยายามเหมือนทดสอบตัวเอง ทดสอบวิธีการ ทดสอบความรู้สึก กับการเรียนรู้ในแต่ละครั้งของตัวเองผ่านการทำเพลง ผ่านหลายๆวิธีการ ผมว่ามันก็เป็นลำดับการเรียนรู้และเติบโตเหมือนกัน” ผ่านช่วงเวลาลองผิดลองถูก? “ช่วงเวลาลองถูกก็จะดีใจ ลองผิดก็จะเศร้านิดนึง ผมว่าทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเราพลาด ทุกคนก็เฟลเป็นธรรมชาติ ทุกคนก็มีความผิดหวัง แต่หลักๆผมว่ามันคือการกลับมาคิดวิเคราะห์ มองย้อนกลับไปให้ลึกซึ้งและ มองมุมอื่นๆเป็นบทเรียน” แปลว่าทุกๆงานหลังจบงานเราจะกลับมาดู? “ผมว่าส่วนนึง ผมว่าการทำงานหรือความรู้สึก มันมีส่วนนึงที่มันตอบออกมาได้ แต่บางอย่างผมว่ามันก็ไม่มีคำตอบของมันว่าทำไมเพลงนี้ถึงประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่ามันมีแง่มุมที่มันเป็นเรื่องของความรู้สึก หรือเราอาจจะตอบมันไม่ได้ จริงๆพยายามจะมองจะหา แต่หาไม่เจอก็ไม่เป็นไร”เดี๋ยวจะขึ้นคอนเสิร์ต GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ตวันที่ 14 มิ.ย.นี้ด้วย?“ก็เป็นคอนเสิร์ตของ GDH GTH เรียกว่าในรอบกว่า 20 ปี ก็โตมาด้วยกันจริงๆ จริงๆ ตัวผมเองโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานกับ GDH อีกพาร์ตนึงเราก็มีโอกาสได้โตมากับ GDH GTH ผมว่ามันเป็นความโชคดีที่วันแรกผมเป็นแฟนคลับ โตมากับหนัง GTH มันก็เหมือนเกินฝันที่วันนึงได้มาร่วมงานกับ GDH ถึงวันนี้ ตัวผมเองก็มีความผูกพันกับการเดินทางของ GDH คิดว่าหลายๆคนน่าจะอิน เพราะเค้ามี DNA มีความเป็นครอบครัว เป็นความอบอุ่น เวลาเราได้ไปเจอผู้ใหญ่ทุกๆคน เค้าก็เอ็นดู และให้โอกาสเราอยู่ตลอด ทำให้เรารู้สึกสบายใจ สิ่งเหล่านี้มันก็สะท้อนมาในงานของเค้าที่มีความฟีลกู้ด อบอุ่น มาจาก DNA ขององค์กรจริงๆ”.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม