การที่รัฐบาลสหรัฐฯไม่มีท่าทีเร่งรีบที่จะจัดทำข้อตกลงจำกัดปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ต่อจากข้อตกลง New START ที่เพิ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ. อาจไม่ได้มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งยูเครนเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงความต้องการขยายความร่วมมือเป็น 3 ฝ่ายคือสหรัฐฯ-รัสเซีย-จีนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยให้สัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เรื่องที่สหรัฐฯมีท่าทีต้องการทดสอบระบบนิวเคลียร์ว่าเป็นเพราะทั้งรัสเซียและจีนต่างก็ทดสอบกันทั้งสิ้น เพียงแต่ประเด็นดังกล่าวได้ถูกแย้งโดยนักวิชาการและทีมงาน ระบุว่าสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯต้องการไม่ใช่การจุดระเบิดนิวเคลียร์ของจริง แต่เป็นการทดสอบบรรดาอาวุธนำส่งหัวรบ ขีปนาวุธรุ่นต่างๆอย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโธมัส ดิแนนโน ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้ออกมากล่าวหารอบใหม่ว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้มีการทดสอบจุดระเบิดนิวเคลียร์ เท่าที่ทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2563 และจีนได้ใช้วิธีลดประสิทธิภาพการตรวจจับแรงสั่นสะเทือนใต้ดิน เพื่อปกปิดไม่ให้โลกรับรู้ว่ามีการทดสอบนิวเคลียร์เกิดขึ้นทั้งสหรัฐฯและจีนต่างเข้าร่วมสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT) แต่รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังไม่ได้ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ โดยสหรัฐฯทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายในปี 2545 จีนทำการทดสอบครั้งสุดท้ายเชื่อว่าในปี 2549 ขณะที่รัสเซียจบไปตั้งแต่ปี 2543แม้ยังไม่ชัดเจนว่า รายละเอียดของสนธิ สัญญาใหม่จะเป็นเช่นไร เพราะยังไม่ได้เริ่มการเจรจา แต่ข้อตกลงเก่าระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียจำกัดจำนวนหัวรบที่พร้อมใช้งานให้อยู่ที่ 1,550 หัวรบ ขณะที่คลังแสงของจีนถูกสหรัฐฯประเมินว่ามีหัวรบนิวเคลียร์อย่างน้อย 600 หัวรบ และเชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนมีขีดความสามารถในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มปีละ 100 หัวรบ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯอาจต้องการดึงจีนเข้ามาทำข้อตกลง ในฐานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลกยุคใหม่. ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม