เปิดศักราชใหม่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าปราบปราม “ธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย–นอมินี–นิติบุคคลบัญชีม้า” ต่อเนื่องและเข้มข้นยิ่งขึ้นโดยจะนำ “ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล” (IBAS) มาใช้ “จับผิด” หรือ “คัดกรอง” นิติบุคคลเสี่ยงแบบเชิงลึก และพุ่งเป้ามากขึ้น โดยจะใช้ตรวจสอบรายชื่อ “กรรมการ” ในบริษัทที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งใหม่กับกรม และต้องสงสัยเป็นนอมินี บัญชีม้า พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียน งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีและบัญชีม้าโดยพุ่งเป้าบุคคลเสี่ยงสูง (HR-03) ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และชื่อของผู้ถือบัตรคนจน เพราะบุคคลในบัญชี HR-03 ล้วนแต่มีความเสี่ยง และถูกขึ้นบัญชีดำไว้อยู่แล้วส่วนกลุ่มที่มีบัตรคนจนก็ไม่น่ามีศักยภาพเปิดบริษัทได้ เพราะเงื่อนไขสำคัญของผู้มีสิทธิ์ได้บัตร เช่น มีเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 แสนบาท เป็นต้น แต่การเปิดบริษัทต้องใช้เงินมากกว่านั้น จึงไม่น่าเป็นเจ้าของบริษัทได้ แต่อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวง หรือจ้างให้เอาชื่อมาเปิดบริษัท หรือเป็นกรรมการบริษัท และบริษัทนั้นอาจมีความเสี่ยงทำธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเป็นนิติบุคคลบัญชีม้าได้นอกจากนี้ ได้ร่วมกับพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง สกัดทุนเทา มิจฉาชีพ นอมินี และบัญชีม้า “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” เพราะสำนักงานบัญชี สำนักงานทนายความ เป็นด่านแรกของการจดทะเบียน เนื่องจากเป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือรับจ้างเปิดบริษัทใหม่ จึงต้องร่วมกันสกัดตั้งแต่ต้นทางขณะเดียวกัน จะใช้ 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศของกรม ที่บังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.69 กำหนดมาตรการคุมเข้มจดทะเบียนนิติบุคคลยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเสี่ยงที่มีชื่อเป็นกรรมการ เช่น ผู้ถือบัตรคนจน หรือนิติบุคคล ที่มีกรรมการ ผู้ถือหุ้น เป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน พร้อมแสดงเอกสาร หลักฐานหรือนิติบุคคลที่มีต่างด้าวร่วมทุนไม่เกิน 50% หรือเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานทางการเงินด้วย หรือผู้ขอจดทะเบียน ต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าด้วย ฯลฯพร้อมกันนั้น ยังเดินหน้าตรวจสอบบัญชีและงบการเงินกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยจะตรวจสอบบัญชีของธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี 2,542 ราย และตรวจสอบบัญชีและงบการเงินนิติบุคคล ที่มีชื่อบุคคลใน HR-03 อยู่ในบริษัท ทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน 2,012 ราย รวมทั้งหมด 4,554 รายอีกทั้งจะตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 ราย ซึ่งมีทั้งการลงทุนโดยตรง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเพื่ออยู่อาศัย พุ่งเป้าจังหวัดเศรษฐกิจและท่องเที่ยว ทั้งภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่การดำเนินการเช่นนี้ หวังให้การทำผิดกฎหมายที่ทำลายธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทย ลดลง จนหมดไปในที่สุด!!ฟันนี่เอสคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม