ข่าวเรื่องการระบาดของ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศอินเดีย ที่ก่อให้เกิดโรคนิปาห์ ซึ่งถือเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่ยังไม่มียารักษา หากติดโรคแล้วมีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 40-70% ส่งผลให้ต้องประกาศล็อกดาวน์เมืองที่มีการระบาด คงทำให้หลายๆคนคิดย้อนกลับไปในช่วงโควิด-19 ซึ่งการระบาดของโรคกระจายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก และส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกพังพินาศอย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีในขณะนี้พบว่า “ไวรัสนิปาห์” หรือโรคนิปาห์ มีความแตกต่างจากโรคโควิด-19 เนื่องจากไม่ได้เป็นโรคกำเนิดใหม่ แต่เป็นโรคที่เคยระบาดครั้งแรกในปี 2541 ที่ประเทศมาเลเซียใกล้ๆบ้านเรานี่เอง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ซึ่งคำว่า “นิปาห์” มาจากชื่อแม่น้ำในประเทศมาเลเซียและจากการศึกษาพบว่า ต้นตอของโรคคือ ค้างคาวกินผลไม้ ผลไม้ที่เหลืออาจจะตกลงมาในคอกหมู หมูติดเชื้อ และระบาดมาสู่คน ทำให้ช่วงนั้นมีการฆ่าหมูไปกว่า 1 ล้านตัว แต่ครั้งนั้นโรคนิปาห์ไม่ได้ระบาดเข้าไทย เพราะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยที่ติดต่อกับมาเลเซียไม่นิยมบริโภคเนื้อหมู แต่มีการระบาดต่อเนื่องไปยังประเทศสิงคโปร์ทางการแพทย์ระบุว่า การระบาดในอินเดียครั้งนี้ ถือเป็นการระบาดใหญ่อีกครั้งของโรคนิปาห์ แต่ยังไม่มีการประกาศยกระดับการควบคุม หรือการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และสำหรับประเทศไทยนั้น กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ยังไม่มีการพบผู้ป่วยหรือการระบาดในประเทศไทย และมีการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดซึ่งประชาชนคนไทยคาดหวังว่า บทเรียนจากโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา จะทำให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ และควบคุมดูแลให้ระบบการคัดกรองโรคของไทยมีประสิทธิภาพมากพอที่จะสกัดไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาระบาดในประเทศได้ นอกจากนั้น เนื่องจากโรคนิปาห์ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นใหม่ หากจำเป็นต้องคิดค้น หรือจัดหาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคก็น่าจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในช่วงโรคโควิด-19ดังนั้น ณ วันนี้ โอกาสที่ไวรัสนิปาห์จะระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนล้มตายจำนวนมาก ต้องล็อกดาวน์เมืองและระบบเศรษฐกิจเหมือนช่วงโควิด—19 อาจจะมีน้อยมาก แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะเชื่อว่าคงไม่มีประเทศไหนที่อยากให้เศรษฐกิจกลับไปอยู่ในช่วงโควิด—19 อีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งภาคธุรกิจ และคนไทยจำนวนหนึ่งยังอยู่ในช่วงรักษาแผลที่ได้มาจากช่วงโควิด และยังไม่หายดีอย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่กังวลในช่วงนี้ คาถาเดิม “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ยังคงใช้ได้เสมอในการป้องกันโรคระบาด ไม่ไปสัมผัสกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะจำพวกค้างคาว หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย ไม่ทานผลไม้ที่มีรอยฟันสัตว์แทะหรือร่วงหล่นตามพื้น ล้างผลไม้ให้สะอาดทุกครั้งก่อนทานท้ายที่สุด ขอให้คนไทย “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” ปีที่แล้วประเทศไทยผ่านความยากลำบากมามากมาย และปีนี้เราก็จะผ่านมันไปได้เช่นกัน.มิสเตอร์พีคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม