“อนุทิน” มั่นใจระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง “ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์” ใช้โมเดลสมัยโควิด ย้ำยังไม่มีเคสแรกในไทย ขอให้ สธ.เร่งแถลง ไม่ให้คนวิตกกังวลมาก ชี้โรคนี้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การฟุ้งจากอากาศ ประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติ ขณะที่ “หมอยง” ชี้แม้ไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื้อ ทั้งพบค้างคาวผลไม้กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะสวนผลไม้ใกล้ชุมชน รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคบางประการในบางพื้นที่ ด้านกรมการแพทย์สั่ง 3 รพ. “ราชวิถี-เลิดสิน-นพรัตนราชธานี” เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ระดมผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนจัดทำแนวทางการดูแล ส่วนกรมควบคุมโรค-ทอท.เริ่มแล้ว คุมเข้มด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ 3 สนามบิน “สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต” ยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากอินเดีย-บังกลาเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากรัฐเบงกอลตะวันตกจากกรณีการระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ทำให้ประเทศไทย มีการตื่นตัวเตรียมป้องกันและรับมือกับโรคนี้ โดยเมื่อวันที่ 25 ม.ค. นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือสถานการณ์ระบาดของโรคนิปาห์ โดยประชุมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ในอินเดียอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า ได้มอบหมายให้สถานพยาบาลในสังกัด ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เตรียมความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่สงสัย หรือผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อ เตรียมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ห้องแยกโรค ยาและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อม รวมทั้งเตรียมความพร้อม โรงพยาบาล และสถาบันเฉพาะทางด้านต่างๆ หากผู้ป่วยมีอาการผลแทรกซ้อนที่ยุ่งยากซับซ้อน อาทิ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นต้น และระดมผู้เชี่ยวชาญภายในกรมการแพทย์และจากภาคส่วนต่างๆ จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อนิปาห์ เพื่อให้บุคลากรในสถานพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นแนวทางในการรับมือกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และเตรียมการจัดอบรมถ่ายทอด ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคนิปาห์และการดูแลผู้ป่วยจากเนื้อหาในคู่มือดังกล่าวอีกด้วยนอกจากนี้ กรมควบคุมโรคได้กำชับด่านควบคุม โรคติดต่อระหว่างประเทศ ยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง จากอินเดีย/บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ ผู้เดินทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก ต้องกรอกเอกสารสถานะสุขภาพ ตั้งจุดคัดกรองที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ หากพบผู้ป่วยสงสัย แยกกักและส่งต่อ รพ.รัฐที่กำหนด/ พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักกันในสถานกักกันรัฐด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับความเสี่ยงของประเทศไทยกับโรคนิปาห์ว่า ตั้งแต่เริ่มพบมีการระบาดของโรคนิปาห์ในปี พ.ศ.2541-2542 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นที่มาเลเซีย แต่ไม่ระบาดเข้าไทย ต่อมาหลังจากนั้นพบโรคนี้มีการระบาดเป็นหย่อมๆ ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา จะพบมากที่เอเชียใต้ โดยเฉพาะที่บังกลาเทศ เป็นการติดต่อจากค้างคาวสู่คน โดยผ่านทาง ผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด ลักษณะอาการเริ่มเปลี่ยนไป จะเป็นไข้ และมีอาการปอดบวมอย่างรุนแรง การระบาดจากค้างคาวสู่คนโดยตรง และจากคนสู่คน และเป็นกลุ่มเล็กๆมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันที่มีการระบาดที่อินเดีย โรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้เช่นเดียวกับคนไปสัมผัสตัวกลางที่เป็นหมู โดยสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายแบบโรคทางเดินหายใจที่ระบาดอย่างกว้างขวาง เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19ศ.นพ.ยงระบุต่อไปว่า ความเสี่ยงในประเทศไทย แม้ไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการ ที่เอื้อต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน ไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus เป็นรังโรคตามธรรมชาติ พบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะ ในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาว สู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สด หรือเครื่องดื่ม คั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆดิบๆ ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ประเทศ ไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ หากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต“ในด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบ หรือปอดอักเสบรุนแรง อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้ ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแลทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง” ศ.นพ.ยงระบุขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ประเทศอินเดียว่า ได้เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง ใช้โมเดลที่เคยเฝ้าระวังสมัยโควิดเริ่มระบาดในประเทศไทย ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งแถลงให้ประชาชนรับทราบ เพื่อไม่ให้วิตกกังวลกันมาก โรคนี้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การฟุ้งจากอากาศ ประชาชนสามารถใช้ชีวิตตามปกติ ยึดหลักสุขอนามัยที่คุ้นเคยคือ กินร้อนช้อนกลาง ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัส ถ้าไม่จำเป็นก็เอากำปั้นชนกันเหมือนสมัยโควิดก็น่าจะดี ยืนยันขณะนี้ยังไม่มีเคสแรกในไทย ความรุนแรงไม่เท่าสมัยโควิดที่แพร่เชื้อด้วยระบบทางเดินหายใจ แต่นิปาห์เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสมือแล้วมีสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย แคะขี้ฟัน ขี้มูก คนสัมผัสไปขยี้ตา มีความเสี่ยงติดเชื้อได้ ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังในระดับที่เหนือกว่าปกติ เพราะยังไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีน ขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำความชี้แจง ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวจากอินเดียก็เฝ้าระวัง ถ้ามาจากประเทศสุ่มเสี่ยง ต้องคัดกรองมากเป็นพิเศษสำหรับการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 04.00 น.วันที่ 25 ม.ค. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ร่วมกับกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค สธ.ตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสาร โดยนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ทสภ. เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าว สำหรับเที่ยวบินขาเข้าที่เดินทางมาจากเมืองกัลกัตตา (Kolkata : CCU) ประเทศอินเดีย โดยได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับการคัดกรองผู้โดยสาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ทสภ.ได้ติดตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน บริเวณ หน้า Gate ขาเข้าที่เดินทางมาจากเขตติดโรค พร้อมแจกบัตรคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ผู้โดยสาร เพื่อให้ข้อมูลอาการเบื้องต้นและช่องทางการติดต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีพบความผิดปกติ รวมถึงประสานความร่วมมือกับด่านตรวจคนเข้าเมืองในการตรวจสอบประวัติการเดินทางของผู้โดยสาร ที่เดินทางมาจากหรือเคยผ่านพื้นที่เฝ้าระวังในช่วง 14-21 วัน ผลการปฏิบัติในวันที่ 25 ม.ค.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทสภ.คัดกรองผู้โดยสาร ซึ่งเดินทางมาจากเมืองกัลกัตตา เที่ยวบิน 6E1911 และเที่ยวบิน TG314 รวมคัดกรองทั้งสิ้น 332 ราย ไม่พบผู้เข้าเกณฑ์ผู้ป่วยต้องสงสัย (PUI)เช่นเดียวกับที่ท่าอากาศยานภูเก็ต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซักซ้อมการกักกันและคัดกรองโรคบริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ โดยมีเที่ยวบินตรงจากอินเดียเฉลี่ย 13 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็นจากสายการบิน IndiGo จากเมืองเดลี มุมไบ เบงกาลูรู และกัลกัตตา สายการบิน Air Indla เมืองนิวเดลีและมุมไบ สายการบิน SpiceJet Air เมืองนิวเดลี สายการบิน Vietjet Air เมืองมุมไบ สายการบิน AKasa Air เมืองเบงกาลูรู และสายการบิน AirAsia X เมืองเจนไนและโคซิน โดยเมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก บินตรงสู่ท่าอากาศยานภูเก็ต เฉลี่ย 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.35 น. ผู้โดยสารเฉลี่ย 165 คนต่อวัน และ 820 คนต่อสัปดาห์วันเดียวกัน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยถึงการเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวว่า ได้สั่งการให้สัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ สุ่มเก็บตัวอย่างค้างคาวเพื่อนำไปตรวจเชื้อเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสาธารณสุข รวมถึงให้กำชับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวถ้ำ อาทิ ถ้ำเขาบิน ถ้ำจอมพล จ.ราชบุรี วนอุทยานเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ถ้ำเขาฆ้องชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน จ.อุทัยธานี อุทยานสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ต้องสวมใส่หน้ากาก แว่นตา สวมถุงมือ และห้ามเอามือไปสัมผัสภายในถ้ำเพื่อความปลอดภัย ส่วนเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่ต้องปฏิบัติงานในถ้ำต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัดทุกครั้งอย่างไรก็ตาม ข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ ที่มีต้นตอของเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้ ทำให้ชาวบ้านในซอยพัทยานาเกลือ 20 ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่างหวาดผวาเนื่องจากมีค้างคาวแม่ไก่นับพันตัวเกาะแน่นอยู่บนต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็น ทำให้บริเวณพื้นถนนด้านล่างเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลจากค้างคาว เจ้าของพื้นที่เคยตัดต้นไม้เพื่อไล่ แต่เมื่อกิ่งไม้กลับมาแตกใหม่ค้างคาวก็กลับมาเกาะซ้ำอีกส่วนที่วัดขนอนใต้ ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีค้างคาวแม่ไก่อยู่เป็นฝูง บริเวณต้นไม้หลังวัดประมาณ 500 ตัว ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากหนึ่งในผู้ดูแลวัดว่า มีการทำความสะอาดพื้นวัดทุกวัน กวาดขี้ค้างคาวรวมใส่ถุงปุ๋ยไว้ หากมีคนต้องการนำไปทำปุ๋ย ทางวัดก็มอบให้ และยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำใดๆ หลังพบการระบาดของเชื้อนิปาห์ที่อินเดีย แต่ทางวัดทำความสะอาดทั้งล้าง ทั้งกวาดอยู่แล้ว จึงเชื่อมั่นในความสะอาดอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่