ผบช.น. เผยคดีนักศึกษาสาว 18 แจ้งความเอาผิด “ทนายแก้ว” อนาจารเดินหน้าตามขั้นตอน ใช้พนักงานสอบสวนหญิงสอบปากคำระเบียบและตามคำขอผู้ปกครอง ย้ำให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่าย เบื้องต้นเตรียมออกหมายเรียกยังไม่ถึงขั้นหมายจับ ขณะที่พ่อนักศึกษาโพสต์ 7 ข้อโอดจากผู้เสียหายกลายเป็นจำเลยสังคม พ่อเป็นนักตบทรัพย์-ลูกเป็นนักวางแผน ยันไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว ขณะที่ทนายแก้ว หลังตั้งโต๊ะแถลงร่ำไห้วันนี้เก็บตัวเงียบ ส่วนนายกสภาทนายความระบุหากปรากฏว่าทนายความรายใดกระทำผิด จะมีบทลงโทษตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ 3 ระดับภายใต้มาตรฐานเดียวกันจากข่าวร้อนโซเชียล กรณี “ทนายแก้ว” หรือนายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ที่ถูกกล่าวหาอนาจารนักศึกษาสาววัย 18 ปี 4 เดือนลูกสาวคนสนิทใกล้ชิด ถึงขั้นทนายแก้วตั้งโต๊ะแถลงน้ำตาคลอยอมรับไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง กอด หอม จูบ นักศึกษาสาววัย 18 ในรถจริง แต่ไม่ได้ล้วงของสงวนตามที่เป็นข่าว ก่อนไปยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งในสภาทนายความ ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ไป สน.วังทองหลาง เรียกพนักงานสอบสวนรายงานคืบหน้า หลังผู้ปกครองพา นศ.คู่กรณีแจ้งความให้ดำเนินคดีข้อหากระทำอนาจาร “ทนายแก้ว” ตามที่เสนอข่าวไปนั้นความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 ม.ค. ที่ บก.สปพ. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยกรณี “ทนายแก้ว” หรือนายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ที่ถูกกล่าวหาอนาจารนักศึกษาสาวว่า ภายหลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี ทนายแก้ว ที่ สน.วังทองหลาง ข้อหากระทำอนาจารว่า เรื่องการสอบสวนฝ่ายผู้เสียหายนัดหมายเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจ สน.วังทองหลางเรียบร้อย ได้จัดเตรียมพนักงานสอบสวนหญิงไว้ตามที่ผู้ปกครองและผู้เสียหายร้องขอ กรณีที่เป็นคดีเกี่ยวกับผู้หญิงตำรวจได้เตรียมพนักงานสอบสวนหญิงไว้รองรับอยู่แล้ว เนื่องจากบางเรื่องผู้หญิงอาจไม่กล้าให้การกับพนักงานสอบสวนชาย รอยืนยันวันเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง ส่วนเรื่องคดีก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน และต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายเมื่อถามว่าจะมีการพิจารณาออกหมายเรียกหรือหมายจับหรือไม่ พล.ต.ท.สยาม ระบุว่า เบื้องต้นตำรวจจะออกหมายเรียกก่อน ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนขั้นตอน ต้องรอสอบปากคำผู้เสียหายก่อนเมื่อถามถึงความกังวลเรื่องการยุ่งเหยิงกับพยานในคดีนี้ พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า จากข้อความที่โพสต์โต้ตอบไปมาในโซเชียลมีเดีย บางส่วนพนักงานสอบสวนได้เก็บไว้เป็นพยานหลักฐาน แต่ต้องใช้วิจารณญาณการรับชมและรับฟัง บางครั้งการแชร์และการให้ความเห็นต่างๆอาจจะไปกระทบกับบุคคลอื่น อาจเป็นผู้ถูกฟ้องร้องเสียเอง ดังนั้น การแสดงความเห็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายต้องไม่กระทบกับสิทธิของผู้อื่น เมื่อถามว่าการแถลงข่าวของทนายแก้วเมื่อวานนี้เป็นการรับผิดส่วนหนึ่งว่ามีการกอดจูบจริงตำรวจจะนำมาประกอบการสอบสวนหรือไม่ พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า ตำรวจรวบรวมไว้เป็นพยานหลักฐานในเรื่องการสอบสวนไว้ด้วยส่วนหนึ่ง หลังจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาคงจะเข้ามารับทราบข้อหาให้การกับพนักงานสอบสวนต่อไปด้านความเคลื่อนไหวของบิดาผู้เสียหายคู่กรณีทนายแก้วได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “เอาแบบนี้สั้นๆนะครับ 1.ลูกสาวผมถูกกระทำอนาจารจริงๆ เหตุเกิด 12/9/68 ผมทราบเรื่อง 25/12/68 2.ผมไม่ได้ไปรับเงินค่าเสียหายใดๆแม้แต่บาทเดียว 3.มีการแถลงข่าวจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเมื่อวานนี้ 4.เรื่องราว คดีความใดๆ ยังไม่มีการตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่ผมและลูกสาว ครอบครัว ถูกนำเรื่องราวในอดีตมาขุดคุ้ยบิดเบือน ข้อมูลต่างๆขึ้นหน้าฟีด หลายๆเพจ ยอดวิว ยอดแชร์ เยอะแยะไปหมด5.ข้อนี้สำคัญมากๆ ผมและลูกสาวกลายเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว ผมคือนักตบทรัพย์ ส่วนลูกสาวผมจากผู้เสียหายผู้ถูกกระทำกลายเป็นเด็กที่วางแผนเรื่องนี้...เอาจริงๆนะครับ ผมงงและเสียใจกับสิ่งเกิดขึ้นมากๆ ยิ่งผมปกป้องลูกมากเท่าไหร่ ยิ่งเจ็บเท่านั้น ...บางคนและหลายๆคนทำเหมือนกับผมไปฆ่าใครตายมารึเปล่า หรือไปทำร้ายลูกหลานของเขามา ผมกำลังหาทางออกไปต่อ แต่ดูเหมือนน่าจะยากเหลือเกิน มันอาจจะเกินกว่ามนุษย์พ่อคนหนึ่งจะเดินต่อไหวแล้ว 6.Pondonnews คุณลองอ่านข่าวที่ผมเขียน 7 ข้อนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ 7.ถ้าเกิดผมเป็นอะไรไป อย่าทำร้ายครอบครัวผมอีกเลยนะครับ แค่นี้ก็ไม่มีที่อยู่ ที่ยืนในสังคมแล้วครับ #นักรบมือเปล่า จะไปสู้อะไรกับ #นักเลงคีย์บอร์ด”ขณะที่ทนายแก้วหลังแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 23 ม.ค. วันนี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว หรือโพสต์ข้อความใดๆด้าน นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เพื่อให้สังคมเข้าใจถึงกระบวนการ ในฐานะนายกสภาทนายความ ขอชี้แจงว่าปกติแล้ว หากกรณีทนายความถูกร้องเรียนในเรื่อง มรรยาททนายความ หรือกรณีเรื่องใดที่ปรากฏชัดแจ้งว่าทนายความมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แม้จะไม่มีผู้ร้องเรียนแต่ทางสภาทนายความและคณะกรรมการสามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเองได้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการมรรยาททนายความ เมื่อประธานรับเรื่องเป็นคดีมรรยาทแล้ว จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน สอบสวน และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เมื่อแล้วเสร็จจะส่งสำนวนคดีเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรรยาทฯ มีอำนาจพิจารณาและการมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายคดี ยกคำกล่าวหาลดโทษ หรือเพิ่มโทษได้ ตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เมื่อพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว จะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยแจ้งคำสั่งลงโทษไปยังศาลยุติธรรม และเนติบัณฑิตยสภา ต่อไปนายกสภาทนายความระบุด้วยว่า สำหรับบทลงโทษทางมรรยาททนายความในขั้นสุดท้าย หากปรากฏว่าทนายความรายใดกระทำผิด จะมีบทลงโทษตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ 3 ระดับ ได้แก่ ภาคทัณฑ์, ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกินสามปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ขอยืนยันต่อสังคมว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสถานะหรือบทบาทใดในสังคมหรือในวิชาชีพก็ตาม ทุกกรณีจะถูกพิจารณาภายใต้มาตรฐานเดียวกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่