อารมณ์ค้างจากโดนเตะ “ตกรอบ” ฟุตบอลโลก 2026 จากสนามลูกหนังจึงเปลี่ยนเป็นแนวรบลูกระเบิด สหรัฐอเมริกา เปิดศึกฟาดใส่อิหร่านรอบใหม่ ตามสัญญาณ “คาวบอยบ้าบิ่น” โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำจอมซ่า ทำเนียบขาว กดปุ่ม CENTCOM ลุยถล่มเตหะรานระห่ำกว่าเดิมเพิ่มเติมคือเตือนอิหร่านถ้าแรงมาก็ต้องเจอตอบโต้แรงกว่า 10–20 เท่า“คาวบอยซ่า” ลุยทุบ “แขกพาล” ที่ลอบโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของนานาชาติ “ตั้งด่านเตี้ย” เก็บค่าธรรมเนียมในน่านน้ำทะเลสากล ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตีบตันผลก็คือน้ำมันในตลาดโลกดีดขึ้นทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตราบใดที่ “คาวบอยทรัมป์” ยังมีอำนาจ “โลกไม่มีคำว่าสงบสุข”และก็อย่าเพิ่งเคลิ้มไปไกลกับความหวัง “พลังงานราคาถูก” ทั้งที่เพิ่งมีข่าวดีจากที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ทุบโต๊ะสั่งใน ครม.ไล่บี้ให้ปั๊มทั่วประเทศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล-เบนซิน ทีเดียวเกินกว่า 2.50 บาทแต่คาดว่าจะถูกดูดคืนกองทุนน้ำมันในอีกไม่กี่อึดใจข่าวร้ายมากลบข่าวดี “นายกฯอนุทิน” ยังไม่ทันตีกินคะแนนนิยมจากราคาน้ำมัน ก็เป็นจังหวะวิกฤติพลังงานจากสงครามอุดช่องแคบฮอร์มุซเด้งกลับมารอบใหม่ เขย่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันทีอย่างไรก็ดี ในมุมของวิกฤติที่เด้งกลับมา มันก็คือ โอกาสสำหรับรัฐบาลภาวะความไม่แน่นอนของวิกฤติพลังงานจากสงครามอุดช่องแคบฮอร์มุซก็คือความจำเป็นตามเงื่อนไขสถานการณ์ตรงหน้าจุดเสริมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าทางรัฐบาลมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ชี้ว่ารัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานไม่ขัดกฎหมาย และมติ 7 ต่อ 2 เสียง ฟันธงประเด็นการนำเงินกู้ 2 แสนล้านบาท “เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญประทับความชอบธรรม “อนุทิน 2 พลัส” ตุนกระสุนไว้เต็มหน้าตักจากโอกาสกลับเป็นวิกฤติ ได้วิกฤติพลิกเป็นโอกาส พลิกลบเป็นบวก สถานการณ์ร้ายกลายเป็นเข้าทางพอดี จังหวะดวงดาวชีวิตของผู้นำที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เก่งอย่างเดียวไม่พอ เฮงอย่างเดียวไม่ได้ต้องบวกแต้ม “บุญพาวาสนาส่ง” เข้าไปด้วยและมันก็สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในเชิงสถิติที่ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดผลสำรวจคะแนนนิยมการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569 บุคคลที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี“อนุทิน” หล่นไปอยู่อันดับ 2 เป็นรอง “กุมารเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน ด้วยเปอร์เซ็นต์ 26.08 ต่อ 21.68แต่เทียบกับโพลครั้ง 1/2569 ถือว่าแต้มลดลงด้วยกันทั้งคู่โฟกัสเฉพาะของ “นายกฯหนู” จากร้อยละ 29.40 หล่นไป 8–9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ไม่ได้น่าแปลกใจ แถมเซอร์ไพรส์นิดๆสำหรับผู้นำรัฐบาลที่เจอมรสุมกระแทกหนักๆทั้งประเด็นไอ้โม่งปล้นน้ำมัน แลนด์บริดจ์ มาเฟียภูเก็ต TH–AI Passport โกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ฯลฯคะแนนนิยมหด แต่ก็ยังเกินร้อยละ 20 ไม่ได้ไหลแบบทะรูดทะราดที่แน่ๆเมื่อวัดกับคู่แข่งในฝ่าย “แห่ธงนำขบวนอำนาจอนุรักษ์นิยม” ชื่อของ “อนุทิน” ก็ยังยึดแท่น “ยืนหนึ่ง” แบบทิ้งห่างชื่ออื่นไม่เห็นฝุ่น นำเดี่ยวอยู่ใน “เลนขวา”“นายกฯหนู” ยังโดดเด่นกับสถานะ “ผู้ถูกเลือกใช้”ตามจังหวะ ประทับตราด้วยตัวเลขเชิงสถิติของ “นิด้าโพล” ก็ทำให้ปริศนา “ศ” จ่อเสียบแทนนายกรัฐมนตรีของเจ้ากรมข่าวลือ ตีปี๊บข่าวปล่อย “กร่อย” ไปทันทีเพราะมันไร้ตรรกะ ไร้ฐานรองรับตามรัฐธรรมนูญแค่ข่าวลือกระพือควันไร้ไฟ สังเกตได้จากอาการของ “นายกฯอนุทิน” ที่อยู่ใกล้กับพระอาทิตย์จึงดูไม่ได้ร้อนๆหนาวๆแต่อย่างใดตั๋ววีไอพีอำนาจอยู่ในกำมือ “ผู้ถูกเลือกตัวจริง” อย่าแซะให้ยากแต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพของผู้นำรัฐบาลภูมิใจไทยก็รู้อยู่แก่ใจว่า “แต้มบุญเก่า” ถูกใช้ไปเยอะแล้ว แนวโน้มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆหากไม่เติม “แต้มบวก” ก็ต้องหมดอายุลงไม่ช้าก็เร็วนั่นจึงเป็นที่มาของฟอร์มขึงขัง “นายกฯอนุทิน” พูดเสียงเรียบๆ แต่แฝงสัญญาณเข้มขลัง สั่งให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งทำงาน ปั่นเนื้องานและต้องตีปี๊บผลงานให้สังคมรับรู้ อย่าซุ่มโป่งเป็นรัฐมนตรีโลกลืมเพราะหากใครทำตัวเป็นรัฐมนตรีโลกลืม ก็อาจถูกนายกฯลืม และถ้าถึงจุดที่นายกฯลืมก็ไม่จำเป็นต้องมีคนผู้นั้นอยู่ในคณะรัฐมนตรีเริ่มวัดเคพีไอ ประเมินใครจะได้ไปต่อ ใครส่อเก็บกระเป๋ากลับบ้านซึ่งก็ได้ผลทันทีทันควัน สิ้นเสียงสั่งการเบอร์หนึ่งตึกไทยฯ ก็ได้เห็นอาการเด้งรับสัญญาณ ไล่ตั้งแต่ระดับรองนายกฯอย่าง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและขุนคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ไปจนรัฐมนตรีตัวเล็กตัวน้อย ต้องขยับเคลียร์บัญชีโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ติ๊กต่อกกุลีกุจอ ขยันขันแข็ง อัปเดตการทำงานกันคึกคักแต่นั่นก็ต้องทำให้ได้มาตรฐานแบบคนที่เข้าฝักแล้ว อย่าง “มาดามผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ “ติดลมบน” ในบท “มือปราบ สคบ.” โดดเด่นกว่าใครใน ครม. มีภาพประกอบผลงาน เข้าตาประชาชนทางบ้าน สามารถครองพื้นที่ข่าวแบบรายวันจุดสำคัญคือการสะท้อนผ่านสื่อหลัก หนังสือพิมพ์ ทีวี ที่ยังมีอิทธิพล คุมทิศทางกระแส“งานดี” ของแท้ ต้องให้ “สื่อหลัก” การันตีด้วยไม่ใช่แค่แห่ “ยอดไลค์” ในเฟซบุ๊ก โชว์ยอดกดหัวใจในติ๊กต่อก อาศัยจ้างบัญชีอวตาร เหลี่ยมแก๊งไอโอ “ปั่นแต้ม” หลอกคนรู้ทันไม่ได้ โดยเฉพาะเซียนโซเชียลฯอย่าง “นายกฯหนู” ไม่มีทางหลงกลง่ายๆโดยสภาพน่าห่วงจริงๆก็คือ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ที่ยัง “ตั้งไข่” เพิ่งเริ่มหัดคลาน“เอาภาพแปะข้างฝา” แม้แต่นักข่าวยังจำชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้ตามโจทย์ยากๆต้องตีปี๊บให้ “โลกจำ” ภายใต้เงื่อนเวลาแค่ 4-5 เดือน ครบวงรอบ คงหมดเวลา “ม้าหมุน” ต้องสลับโควตาให้ทายาทบ้านใหญ่หลังต่อไปที่ต่อแถวอีกยาวเหยียดที่แน่ๆ “นายกฯอนุทิน” จะได้สิทธิ “กำจัดตัวถ่วง”ทั้งหลายทั้งปวง โดยสถานการณ์ที่เกมอำนาจยังอยู่ในมือของ “ผู้ถูกเลือกใช้” สถานะ “ยืนหนึ่ง”ในขบวนแห่ธงอนุรักษ์นิยม ยังไม่มีตัวแข่งมาประกบโจทย์บังคับของ “นายกฯอนุทิน” จึงอยู่ที่การแข่งกับตัวเองการจะรักษาสถานะของ “บุญวาสนา” เอาไว้นานๆ จำเป็นต้องทำตัวให้บริสุทธิ์ผ่องใสให้มากที่สุด ประคองตัวอยู่ในจุดห่างไกลคราบโกง ปลอดปมมัวหมองไอ้โม่งปล้นซ้ำวิกฤติน้ำมัน ฮั้วประมูล Th-AI มาเฟียภูเก็ตครองเมือง เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีคำตอบ มีคนต้องได้รับโทษทัณฑ์ทางกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่า “นายกฯอนุทิน” ไม่ได้มีเอี่ยว ลูบหน้าปะจมูกและจุดสำคัญที่สุด มันอยู่ตรง “หลุมดำ” ประเทศไทยผลจาก “มหกรรมโกงบันลือโลก” การทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองท้องถิ่นที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในระบบบริหารราชการแผ่นดินความเสียหายใหญ่หลวงยิ่งกว่าแผ่นดินไหวระดับ 8–9ฉีกตราประทับ “ข้าราชการ” ในฐานะ “ข้าของแผ่นดิน” แทบไม่เหลือชิ้นดีอารมณ์แบบที่ข้าราชการอาชีพอย่างรองนายกฯปกรณ์ถึงกับน้ำตาซึม แสดงอาการรับไม่ได้ที่เห็นคนใส่ชุดสีกากีโดนจับคาหนังคาเขา ขณะนั่งแก้คำตอบหน้าคอมพิวเตอร์โกงกันหน้าด้านๆทั้งในชุดยูนิฟอร์มทรงเกียรติ กระตุกคำถามแล้วบ้านเมืองจะอยู่กันยังไงกล้าทำชั่วกันระดับนี้ มันต้องลากคอตัวการลงทัณฑ์ให้สาสมตามโพยที่ปลิวว่อน ข้าราชการระดับอธิบดีและบิ๊กข้าราชการในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ถูกตั้งคณะกรรมการสอบโทษวินัยร้ายแรง ไปจนถึงบุคคลทั่วไป นับหัวแล้วกว่า 5-6 พันราย ที่มีเอี่ยวโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นโดนลากขึ้นแขวนประจาน ติดชื่อให้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแม้จะลากดาบฟาดไปไม่ถึงนักการเมืองเบื้องหลัง ตราบใดที่ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติไม่มีการซัดทอด หรือซัดทอดก็ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร ในเมื่อสั่งกันด้วยปากเปล่าแต่ด้วยความอื้อฉาว ปรากฏการณ์ “ส้วมระเบิด” กระเด็นเปื้อนถึงเครือข่ายใกล้ชิดขาใหญ่แบบที่ต้องมีคิวไขก๊อกจากเลขานุการรัฐมนตรี “คัตเอาต์” ตัดตอน ชิ่งหนีปมร้อนลูกสอบติดข้าราชการส่วนท้องถิ่นทีเดียว 2-3 คน แรงกดดันลามถึงรัฐมนตรีคนดังสายปักษ์ใต้ ที่โดนกระแสสังคมล็อกเป้า พ่อ ลุงเพิ่งโดนเช็กบิลคดีทุจริต โยงหัวคะแนนในพื้นที่ปักษ์ใต้เอี่ยวโกงโควตาสอบข้าราชการ สถ.กระแสสังคมตัดสินแล้วว่าใครเป็นใคร ในทางการเมืองยากจะทนอึดอยู่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยผู้นำ เชื่อว่า “อนุทิน”รู้วิธีจัดการ.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม