ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 77 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย นายนาเกช ซิงค์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศ ไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่งแสงประทีปแห่งความเมตตาแก่ปวงชนตลอดมาแม้อินเดียได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2490 ท่านทูตได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวันที่ 26 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญอินเดียเริ่มบังคับใช้ในปี 2493 อันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลก รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเอกสารที่มีชีวิตซึ่งปรับตัวตามพลวัตโลกมาตลอด 77 ปี โดยยังคงรักษาแก่นแท้เรื่อง “เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดร ภาพ” เป็นหลักศรัทธาของชาวอินเดียกว่า 1,400 ล้านคน ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม อินเดียได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างชาติให้ก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นได้ด้วยฉันทามติทางประชาธิปไตยที่เคารพในความแตกต่างอย่างสง่างามปัจจุบันอินเดียก้าวเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก ยังมุ่งมั่นสู่อันดับ 3 ภายในปี 2573 และเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2590 พร้อมเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากหลักการรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างครอบคลุมในด้านความสัมพันธ์กับประเทศไทย ท่านทูตนิยามว่าเป็น “เพื่อนบ้านทางอารยธรรม” ที่ผูกพันผ่านสายน้ำแห่งอ่าวเบงกอลมานับพันปี มิติด้านวัฒนธรรมและศาสนาได้วางรากฐานสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเยือนไทยของ “นเรนทรา โมดี” นายกรัฐมนตรีอินเดีย ส่งให้มูลค่าการค้าระหว่างกันพุ่งสูงเกือบ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ควบคู่กับการ ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจดิจิทัลเหนือสิ่งอื่นใดคือ “สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชน” ปีที่ผ่านมาชาวอินเดียมาเยือนไทยกว่า 2.4 ล้านคน ขณะที่ชาวไทยเดินทางไปจาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานอย่างต่อเนื่อง ท่านทูตยังได้ขอบคุณชุมชนชาวอินเดียในไทยที่เป็น “สะพานที่มีชีวิต” เชื่อมโยงสองชาติเข้าด้วยกัน พร้อมให้คำมั่นจะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างสรรค์หุ้นส่วนที่แข็งแกร่ง นำมาซึ่งสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกันของภูมิภาคสืบไป.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม