เคยมีข่าวกรมสรรพสามิตเตรียมเสนอปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี โดยจะเปลี่ยนจากระบบเก็บภาษี 2 อัตรา (2–tier) ที่ใช้มานานเกือบทศวรรษ ไปสู่ระบบอัตราเดียว (Single Rate) เพื่ออุดรอยรั่วทางการคลังและแก้ไขความบิดเบือนของกลไกตลาด รวมถึงเป็นการลดปัญหาบุหรี่เถื่อน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมยาสูบมาตลอด เพราะจากข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเก็บภาษีระบบ 2 อัตราไม่ใช่ทางออกอีกต่อไปย้อนไปดูผลลัพธ์จากการใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตราในช่วงปี 2560-2568 พบว่า รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเป้า แต่กลับลดลงเรื่อยๆ จากที่เคยเก็บได้กว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 4.7 หมื่นล้านบาทในปี 2568 หนึ่งในสาเหตุหลักเกิดจากช่องโหว่ของโครงสร้างภาษีที่จูงใจให้ผู้ผลิตลดราคาเพื่อเสียภาษีต่ำกว่า ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบุหรี่เทียร์บน (ราคาสูงและภาษีแพง) หดตัวลงอย่างรุนแรง เหลือเพียง 5% เท่านั้น ทำให้รายได้ของรัฐลดลงตามไปด้วยเมื่อดูในมิติของสาธารณสุข นโยบายภาษีซ้อน 2 อัตราก็ล้มเหลวไม่แพ้กัน เพราะรัฐหวังให้คนเลิกสูบบุหรี่ แต่ตัวเลขผู้สูบบุหรี่ทุกประเภทกลับลดลงเพียงเล็กน้อย (ปี 2564 มีผู้สูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน เทียบกับปี 2567 มีผู้สูบบุหรี่ 9.8 ล้านคน ลดลงแค่ 1 แสนคนเท่านั้น) และที่น่าตกใจคือจำนวนผู้สูบบุหรี่ซิกาแรต (บุหรี่มวนโรงงาน) กลับเพิ่มขึ้น จาก 5.2 ล้านคนในปี 2560 เป็น 7.4 ล้านคนในปี 2567 สะท้อนว่ามาตรการภาษีที่ผ่านมาไม่ได้ผลในแง่การลดปริมาณนักสูบซ้ำร้ายการขึ้นภาษีจนทำให้ราคาขายปลีกพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเกินกำลังซื้อได้ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปหา “บุหรี่เถื่อน” ปัญหาบุหรี่เถื่อนจึงไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภาษีว่าจะเก็บแบบกี่อัตรา แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดอัตราภาษีที่สูงเกินกำลังซื้อของผู้บริโภค หากกรมสรรพสามิตพิจารณาปรับโครงสร้างเป็นอัตราเดียวในระดับที่เหมาะสม ราคาขายปลีกขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคหนีไปหาของผิดกฎหมายการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนด้วยการซอยอัตราภาษีให้ซับซ้อน กดราคาบุหรี่ถูกกฎหมายให้ต่ำเพื่อไปสู้ราคากับบุหรี่หนีภาษี ถือเป็นแนวคิดที่ผิดหลักสาธารณสุข เพราะจะจูงใจให้เกิดผู้สูบหน้าใหม่ และไม่สามารถหยุดยั้งการขายบุหรี่เถื่อนบนช่องทางนอกระบบเช่นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ทางออกที่ดีที่สุดคือ กำหนดโครงสร้างอัตราเดียวที่ไม่กระทบราคาบุหรี่ถูกกฎหมายมากจนเกินไป เพื่อเพิ่มรายได้รัฐ และเป็นการค่อยๆขึ้นราคาบุหรี่ตามการขยายตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการปราบปรามที่เข้มข้นอีกหนึ่งบทเรียนที่อุตสาหกรรมยาสูบไทยได้เรียนรู้จากการเก็บภาษี 2 อัตราคือ ยิ่งซอยอัตราภาษีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติใช้กลยุทธ์ลดราคาลงมาแข่งขันในบุหรี่เทียร์ล่าง (ราคาประหยัดและภาษีถูก) ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนำภาษี 2 อัตรามาใช้ในช่วงแรกเมื่อปี 2560 สุดท้ายผลกระทบก็วนกลับมาซ้ำรอยเดิม คือรัฐสูญเสียรายได้มากยิ่งขึ้นแม้ตอนนี้อยู่ในช่วงยุบสภา แต่ ครม.ยังคงมีอำนาจเต็มที่ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบกลางมาใช้ และไม่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเป็นอัตราเดียวทำได้โดยการแก้ไขอนุบัญญัติ อยู่ในอำนาจของ ครม. ไม่ต้องเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสภาการเร่งปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยอุดรูรั่วให้กับรายได้รัฐที่ในอดีตเคยเก็บได้เกือบ 7 หมื่นล้านบาท รัฐมีรายได้คืนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย สาธารณสุขควบคุมการบริโภคได้ดีขึ้น และอุตสาหกรรมยาสูบสามารถยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องเกรงกลัวบุหรี่เถื่อนทะลัก.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม