ใกล้เข้ามาแล้วการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 อันเป็นโอกาสสำคัญของคนไทยในการออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แทนไปดูแลความทุกข์สุข และบริหารประเทศปกป้องผลประโยชน์ของชาติแล้วผู้แทนที่ได้รับเลือก “ล้วนเป็นความหวังของประชาชนในการแก้ปัญหาสังคม และพัฒนาประเทศ” ดังนั้นการเลือกผู้สมัครไม่ควรเน้นเพียงแค่ชื่อเสียง หรือความนิยม แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณสมบัตินำมาซึ่ง “ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์” ได้ออกสำรวจความเห็นของประชาชนต่อ สส.ในฝันที่ต้องการ...ด้วยการสำรวจประชาชนอาศัยใน กทม.ตั้งแต่เขตชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก 1,145 คน ระหว่างวันที่ 23-26 ธ.ค.2568 พบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 67.8 จะออกไปเลือกตั้ง และคิดจะเลือก สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ มีคุณสมบัติซื่อสัตย์สุจริตร้อยละ 30.2 มีความเสียสละเพื่อสังคมร้อยละ 24.9 และทำงานในพื้นที่ร้อยละ 17.1ส่วนนโยบายพรรคเน้นด้านกระบวนการยุติธรรมร้อยละ 24.7 เศรษฐกิจการส่งเสริมอาชีพร้อยละ 22 การศึกษาคุณภาพชีวิตร้อยละ 19 ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร ประธาน คกก.บ้านสมเด็จโพลล์ บอกว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ “คน กทม.” ตั้งใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งระดับสูงถึงร้อยละ 67 และมากกว่าครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มตัดสินใจเลือก สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองเดียวกัน ส่วนปัจจัยของการเลือกมักคำนึงถึงนโยบายพรรคการเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะต้องการให้เร่งผลักดันด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมถัดมาคือ “นโยบายการเร่งผลักดันด้านเศรษฐกิจ” ซึ่งความต้องการนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจความเห็นอีกชุดหนึ่งเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนต้องการคือ “คาดหวังให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นร้อยละ 40” แล้วกว่าร้อยละ 22 ต้องการให้รัฐบาลยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีกว่าเดิมสิ่งนี้สะท้อนถึงประชาชนต้องการโครงสร้างพื้นฐานจาก “ว่าที่สส.และพรรคการเมือง” ด้วยการมองภาพกว้างๆ ว่าเศรษฐกิจที่ดี หมายถึงคนมีเงินใช้จ่ายเพียงพอต่อการจับจ่ายซื้อสินค้าโดยไม่ต้องกังวลมากเกินไปไม่เท่านั้น “ประชาชนยังให้ความสำคัญกับการศึกษาและคุณภาพชีวิต” เป็นอีกนโยบายอยากให้ผลักดันโดยมองว่าการเรียนฟรี 12 ปีตามรัฐธรรมนูญอาจยังไม่เพียงพอ ต้องการโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และการปรับตัวต่อโลกยุคใหม่ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในอนาคตประเด็นสำหรับ “นักการเมืองในฝันของประชาชน” ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “สส.แบบแบ่งเขต” ประชาชนเน้นความซื่อสัตย์สุจริต การเสียสละเพื่อสังคม และการทำงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอแต่หากมาพิจารณาในรายละเอียดของคำว่า “ความซื่อสัตย์สุจริต” สำหรับในมุมมองของประชาชนนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่ทุจริตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความโปร่งใสในการทำงาน การยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงการไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และสามารถตรวจสอบได้ในการทำหน้าที่ของ สส.แต่ละคนทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “เหตุใดความซื่อสัตย์สุจริต” จึงกลายเป็นคุณสมบัติที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆในการเลือก สส. ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนถึงบริบทของสังคมไทยในปัจจุบันที่ยังปรากฏข่าวการทุจริต และการประพฤติมิชอบของนักการเมือง หรือราชการบางคนกันอย่างกว้างขวาง สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนต้องการตัวแทนที่ดี โดยยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานสำคัญกว่าความเก่ง เพราะผู้ที่มีความสามารถขาดความซื่อสัตย์ย่อมไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน“ประชาชนคาดหวังว่าจะได้ สส.ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ในอดีตซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายของพรรคการเมืองที่ต่างให้ความสำคัญในด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อันแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการนักการเมืองที่มีความโปร่งใส เป็นธรรมและอยู่ภายใต้ระบบยุติธรรมที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง” ผศ.ดร. สิงห์ ว่าประการต่อมาคือ “ความเสียสละ” อันหมายถึงความพร้อมทุ่มเทเวลา แรงกาย และความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ แม้จะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองกับตนเองโดยตรง รวมถึงการกล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อส่วนรวมมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดกับประชาชน การรับฟังปัญหาอย่างสม่ำเสมอ และการติดตามผลการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจริงๆ ไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้งเท่านั้นเหตุผลที่ประชาชนต้องการ สส.ในลักษณะนั้นด้วย สส.แบบแบ่งเขตเป็นผู้แทนอยู่ใกล้ชิดประชาชน จึงถูกคาดหวังให้เป็นที่พึ่ง เป็นกระบอกเสียง และเป็นผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนได้แท้จริงขณะที่ “สส.แบบบัญชีรายชื่อ” นอกจากความซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตสาธารณะแล้ว “ประชาชน” ส่วนใหญ่เน้นให้ความสำคัญกับประวัติการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน โดยมองว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง หรือมีวุฒิการศึกษาสูง รวมถึงผู้ที่เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนส่วนใหญ่มักจะมีความรู้ความสามารถและศักยภาพในการทำหน้าที่เชิงนโยบาย รวมถึงการทำงานในระดับประเทศในฐานะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะผลสำรวจของปัจจัยที่มีคะแนนความสำคัญลดลงมาอยู่ในลำดับท้ายคือ “เรื่องของชื่อเสียงส่วนตัว” ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง หรือบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวางแม้แต่ผู้ที่เคยเป็น สส. หรือมีตำแหน่งทางการเมืองมาก่อนก็ไม่อาจแข่งขันกับ 3 อันดับแรกได้ แสดงว่าประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงในการตัดสินใจเลือกตั้ง หรือการเป็นลูกหลานนักการเมืองก็ให้ความสำคัญต่ำ เพราะประชาชนเห็นความซื่อสัตย์ การเสียสละมากกว่าชื่อเสียง หรือสายสัมพันธ์ทางการเมืองสุดท้ายหากดูเสียงสะท้อนของประชาชนจะพบประเด็นสำคัญ คือ 1.ความตื่นตัวในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เน้นให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคมากกว่าชื่อผู้เสนอเป็นนายกฯ 2.ให้ความสำคัญกับกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และ 3.การพัฒนาเศรษฐกิจ หรือความเป็นอยู่อันเป็นความต้องการให้ประเทศสงบเรียบร้อย มีระบบยุติธรรมเข้มแข็ง และฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับคุณภาพชีวิต แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ ก็เห็นว่าคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องต้องแก้ไขเร่งด่วนนี่คือเสียงสะท้อนให้เห็นว่า “สส.ในฝันของประชาชน” ต้องไม่ใช่เพียงซื่อสัตย์เท่านั้นแต่ยังต้องผลักดันนโยบายเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม