ศุกร์ที่ 9 ม.ค. มีการประชุม คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุม เงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และ เงินตราต่างประเทศ เพื่อ ปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบ ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทยไทยมีหน่วยงานกำกับควบคุมเยอะ แต่ต่างคนต่างทำ ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ “ทุนเทาเงินเทา” บานสะพรั่งในประเทศไทย ครอบงำระบบราชการ พรรคการเมือง มีการเอา “เงินเทา” มา “ซื้อ เสียง” กันทุกระดับการเลือกตั้ง แต่ กกต. คงตาเป็นต้อเลยมองไม่เห็นดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่า การจัดตั้ง Data Bureau เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ในที่เดียวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและทุนเทา ทั้ง การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล e–Wallet เงินตราต่างประเทศ และ เงินสด โดยไม่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ใช้ระบบ Open API หรือ “ตัวกลาง” ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ดร.เอกนิติ มั่นใจว่าหลังจากที่ทำ Data Bureau เสร็จแล้ว จะแก้ปัญหาเมืองไทยที่ถูกยกให้เป็น “สวรรค์ของการฟอกเงิน” ให้กลายเป็น “นรกของการฟอกเงิน” ไปเลยไทยเป็น “ตลาดเงินเทา” และ “ตลาดการฟอกเงิน” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ไม่เพียงเงินเทาจาก การทุจริตคอร์รัปชัน ของ นักการเมืองเทา ข้าราชการเทา ปีละไม่ตํ่ากว่า 500,000 ล้านบาท แต่ยังมี “เงินทุนเทา” หลั่งไหลเข้ามาจากจีนและประเทศเพื่อนบ้าน เงินจากการค้ายาเสพติด การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เพราะ ไทยเป็นประเทศที่สามารถใช้เงินสด 100 ล้าน 1,000 ล้านบาท ซื้อบ้านหรู วิลล่าหรู คอนโดหรู รถหรู โดยไม่ถูกตรวจสอบแม้แต่สลึงเดียว ในขณะที่ สหรัฐฯห้ามนำเงินเข้าประเทศเกิน 10,000 เหรียญ ห้ามฝากแบงก์ด้วยเงินสดเกิน 10,000 เหรียญ หรือ สิงคโปร์ จะนำเงินร้อยล้านพันล้านไปซื้อบ้านหรูไม่ได้ ต้องพิสูจน์ได้ว่าเงินพันล้านที่นำมาซื้อคอนโดหรูได้มาจากไหน ไม่ใช่มีเงินก็ซื้อได้เหมือนไทย ขออนุญาตร่ายยาวหน่อยเพื่อความเข้าใจตรงกันครับคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็เปิดเผยเรื่อง การแก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ธปท.เข้าไปกำกับดูแลการซื้อขายทองคำที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าจะมีผลหลัง 20 ม.ค.69 ทำให้ ธปท.เข้าไปกำกับการซื้อขายทองคำได้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะ “เจ้าของแพลตฟอร์ม” ต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายทองคำทุกรายการ บุคคลธรรมดากำหนดให้ซื้อขายทองคำได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อวัน สินทรัพย์อื่น เช่น เงินสด ได้ออกเกณฑ์ ให้ผู้นำเข้าเงินตราต่างประเทศเกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องชี้แจงที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ (เอามาฟอกขาวแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว) ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กำหนดให้แลกเงินสูงสุดได้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน และ ผู้ให้บริการ e–Wallet ต้องคุมเพดานสูงสุดให้เหมาะสมกับแต่ละรายคุณปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอทีเอ็มบีธนชาต ตัวแทนสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ไทยเป็นสวรรค์ของเงินเทา เนื่องจากไทยมีความสะดวก เป็นประเทศเปิดที่รายล้อมไปด้วยแหล่งที่อาจก่อให้เกิดสแกมเมอร์ การหลอกลวงต่างๆ ทำให้สินทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริตวิ่งเข้าหาไทยและวิ่งออกค่อนข้างง่ายธปท. จึงให้ ธนาคารพาณิชย์ ต้อง รู้จักลูกค้า (KYC) รู้จักร้านค้า (KYM) โดยให้ สร้างโปรไฟล์ข้อมูลเชิงลึกเฉพาะบุคคล ประกอบด้วย 3 แกน 1.ตัวตนสอดคล้องหรือไม่ 2.พฤติกรรมสอดคล้องหรือไม่ 3.ปริมาณสอดคล้องหรือไม่ เช่น เจ้าของบัญชีระบุมีรายได้เป็นเงินเดือน แต่มีเงินโอนเข้าทุกวัน อย่างนี้ถือว่าไม่สอดคล้อง ช่วงเลือกตั้งนี้ ผมคิดว่าน่าทดลองใช้มากที่สุด จะได้รู้ว่า “เงินทุนเทา” ไหลเข้าไปสู่พรรคไหนบ้าง นักการเมืองคนไหนบ้าง เผื่อจะได้ช่วยลดนักการเมืองสีเทาในรัฐบาลลงไปบ้าง เทากันทั้งรัฐบาล ประเทศไทยไปไม่รอดแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม