เติบโตในวงการมากว่า 7 ปี เผยฝีมือการแสดงโด่งดังจากบทบาทในซีรีส์หลายเรื่อง เป็นที่รู้จักจากซีรีส์วายเรื่อง “บังเอิญรัก” และซีรีส์เรื่อง “ด้ายแดง” มัดใจแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ จากความเป็นตัวของตัวเอง ถึงเวลานักแสดงมากความสามารถ “เอิร์ธ-กัษมนณัฏฐ์ นามวิโรจน์” ก้าวออกจากเซฟโซน ออกมาเป็นนักแสดงอิสระ เปิดประตูบานใหม่ๆ ให้ตัวเอง หลังจากไม่นานนี้ “เอิร์ธ” ปล่อยทีเด็ดเข้าร่วมฟาดฟันในรายการ The Social Warrior สมรภูมิโซเชียล (ซีซัน 2) และกำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตเรื่อง “พนอ 2” ได้ปลดล็อกความสามารถอีกขั้น เลยชวน “เอิร์ธ” เล่าก้าวใหม่ที่ท้าทาย เริ่มจาก...ก้าวออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว?“ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นมาก เครียดมาก ตัดสินใจอยู่นานมากเหมือนกัน แต่พอตัดสินใจได้แล้วปุ๊บก็โล่ง แล้วก็รู้สึกว่าเราพร้อมที่จะโบยบิน รู้สึกว่าหลายๆอย่างมันส่งมาแล้ว เราก็มีโอกาสใหม่ๆ ทั้งการได้รับบทบาทในภาพยนตร์ ทั้งซีรีส์และอีกหลายๆอย่าง เชื่อว่าคนน่าจะเริ่มเห็นตัวตนเราชัดขึ้นว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ต้องบอกว่าชอบการทำงานในปี 2568 มากที่สุดเท่าที่ทำงานมา รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่หิน โหด แต่ว่าเราได้ประสบการณ์ชีวิตเยอะครับ รู้สึกว่าเราโตขึ้นอีกหนึ่งสเต็ป หลายๆอย่างมันถาโถมเข้ามาแล้วมันท้าทาย งานเยอะมาก ได้ทำแบบมีความสุขไปด้วย คือมันเหนื่อยแต่พอเราทำได้ มันรู้สึกว่ามันสำเร็จในใจเรามากเลย เราก็รู้สึกว่าเราโตขึ้น มีทั้งหนัง มีทั้งรายการ มีทั้งซีรีส์ งานเยอะมาก อีเวนต์ รีวิวออนไลน์ทางแพลตฟอร์ม TikTok อะไร มาทุกทางเลย ได้เล่นหนัง “พนอ 2” หนังเรื่องแรก รู้สึกว่านี่แหละฉันเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้จริงๆ บทร้ายเรื่องแรกเลยที่ในซีนก็คือเป็นคนบูลลี่คนอื่น ลงไม้ลงมือกัน เป็นแก๊งตัวร้าย พอเราบูลลี่เยอะก็จะต้องโดนเอาคืนเยอะ พลิกบทบาทมากๆ เพราะที่ผ่านมาก็จะเล่นบทน่ารักใสๆ เหมือนสิ่งที่สะสมมาได้มาปล่อย พอได้ไปเล่นหนังแล้วชอบมากเลย ส่วน The Social Warrior สมรภูมิโซเชียล (ซีซัน 2) ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก หินมาก เราเหมือนเป็นน้องใหม่ ทุกคนก็ได้ใช้ศักยภาพตัวเองเต็มที่มาก จำได้เลยโมเมนต์ที่เราถ่ายเทกสุดท้าย จบปุ๊บแล้วเรากลับมาที่บ้าน เรานั่งแรปคุยกับแม่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถึงตี 3 ตี 4 ด้วยความยินดีที่จบแล้ว 9 EP รายการนี้ทำให้เราได้ใช้สกิลความเห็นอกเห็นใจกัน ใช้สกิลความเป็นมนุษย์สูงมาก เพราะว่ามันเป็นรายการเรียลลิตี้ การสื่อสารออกไปสำคัญมาก พอเราอยู่การแสดงก็จะเป็นการทำงานอีกแบบนึง แต่พออันนี้เราก็จะรู้สึกว่า โอ้โหโลกความเป็นจริงในการทำงานมันก็มีอีกมุมนึงเหมือนกันที่ทุกคนเก่งมากจริงๆ” พอเป็นอิสระแล้วอยากรับลองบทบาทไหน จริตตัวแม่เลยมั้ย? “หนูรู้สึกว่าดีเลย หลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นผลงาน หรือการแสดง หรือทุกทางที่เป็นเกี่ยวกับวงการบันเทิง หรือออกหน้ากล้องที่เค้าได้หยิบไปในจริตที่หนู หรือพลังงาน เอเนอร์จีที่หนูมีตอนนี้ หรือจริตที่หนูมีอะ มันจะดีมากเลย มันจะรู้สึกว่านี่แหละ มันจะ powerful เพราะมันเป็นช่วงที่มันพร้อมใช้งานแล้ว แล้วมันผลิบานตอนนี้แล้วอะ แล้วมันแบบเหมือนแบบ ดอกไม้สวย ก็ต้องหยิบ”พอเราเคยมีสังกัด ตอนจะออกมาเป็นอิสระมีความกังวลมั้ย?“ตอนแรกๆกังวลเพราะว่าต้องทำอะไรทุกอย่างเอง แต่ก่อนจะมีการช่วยดูแลหลายๆส่วน แต่ตอนนี้เราก็ต้องดูแลเองหมด ทั้งคิวงาน ทั้งการรับงาน ต้องเซตทีมหลังบ้านของเราขึ้นมา เรายังรักการแสดงมากๆ อยากทำงานยังตรงนี้อย่างมากแต่เราก็อยากลองออกจากเซฟโซน อาจจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ได้เจออะไรที่มันแบบเราไม่เคยทำ อยากพลิกบทบาทใหม่ให้มันตรงกับเอเนอร์จีเราตอนนี้ว่าเราโตขึ้นแล้วนะ แล้วก็ต้องขอบคุณสตูดิโอ วาบิ ซาบิ มากครับ ที่คอยฟูมฟักปลุกปั้นมาตลอด 6-7 ปี ดีใจมากที่ได้เดินมาในเส้นทางนี้พร้อมกับทุกคน แต่ตอนนี้เราพร้อมเติบโต ทางเค้าก็แฮปปี้ ทางเราก็แฮปปี้ เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ยังกลับไปเจอไปร่วมงานกันอยู่ น่าจะงานกลางปีถึงปลายปี” ต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้นเตรียมตัวยังไง? “เตรียมตัวทุกทางเลย เตรียมทุนทรัพย์ก่อนเลยอันดับแรก ทุนทรัพย์ก็สำคัญ เราเปิดบริษัท COO111 ดูแลตัวเองแต่ถ้าค่ายไหนสนใจหรือเป็นโปรเจกต์ไหนหนูก็พร้อม ยินดีเปิดรับโอกาสเสมอ ยินดีร่วมงานได้กับทุกที่เลย ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์แล้วถ้าใครยังเห็นศักยภาพของเรา ก็สามารถหยิบไปใช้ได้เลย” ทำไมถึงเลือกออกมาเป็นอิสระตอนนี้? “มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี เป็นช่วงอายุ 29 พอดี เรารู้สึกว่าเลขมันดีมันสวย มันเป็นอะไรที่เราพร้อมจะไป next step แล้วก็รู้สึกว่าทั้งบทบาทตัวละคร ทั้งหนัง ทั้งซีรีส์ หรืออะไรมันส่งมาละ บวกกับแบบช่วงระยะเวลาสัญญามันพอดี ก็เลยตัดสินใจแบบนี้”7–8 ปี ของเรากว่าจะเป็นนักแสดงที่เป็นที่รู้จักก็ไม่ง่าย?“ไม่ง่ายครับ ผ่านอะไรมาเยอะ รากเลือดมาก มีหลากหลายความคิดเห็น ทั้งสมหวัง ผิดหวัง เจอมาหมด เรารู้สึกว่ายังโชคดี ดีใจมากที่แฟนคลับยังคอยโอบอุ้ม ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์แฟนหรือในไทย ก็ยังโชคดีที่เราได้เป็นที่รู้จัก มันเกิดจากหลายๆองค์ประกอบ ทั้งซีรีส์ ทั้งรายการ ทั้งหลายๆอย่างที่เราสั่งสมมาก็เลยเห็นผลวันนี้ แล้วก็ผ่านมาหลายยุคทั้งยุคที่ก่อนหน้านี้ซีรีส์วายแรกๆที่เค้ายังไม่ได้โอเพ่นขนาดนี้ จนเดี๋ยวนี้เปิดมากๆ มันเป็น 7-8 ปีที่แบบเดินทางมายาวไกลแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเหมือนกันครับ” มองย้อนตัวเองยังไงบ้างกว่าจะถึงวันที่เติบโตอย่างนี้? “มันค่อยๆบ่มเพาะมากเลยครับ หลังๆปีที่ผ่านมาพอมันเจออะไรเยอะๆ เราจะเสพอย่างอื่นข้างนอกน้อย คุยกับตัวเองเยอะขึ้น คุยกับตัวเองเยอะมากว่าเราต้องการอะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร มันก็เลยเกิดการตัดสินใจ ควบคุมปัจจัยภายในที่เราควบคุมได้ แค่นั้นก็พอ แต่อะไรที่มันนอกเหนือจากนี้ หรือปัจจัยภายนอก ที่มันควบคุมไม่ได้ เราก็จะปล่อยวาง ปล่อยให้มันเป็นไป อะไรที่เป็นของเราก็จะเป็นของเรา” ผ่านความกดดันที่ต้องอยู่ในกรอบ? “ประมาณ 2-3 ปีแรก เรายังหลง งงทาง แต่พอเริ่มจับทางได้ เริ่มจับทางได้จากตัวเราเอง แล้วก็จากแรงซัพพอร์ตจากแฟนคลับหลายๆทาง เรารู้สึกว่าเราชอบในการทำแบบนี้ เริ่มคุยกับตัวเอง แล้วมันชัดขึ้น เสียงในหัวมันชัดขึ้น เรารู้สึกว่าเราทำแบบนี้มันไม่ได้เดือดร้อนใคร เราแฮปปี้ในการที่จะเป็นตัวของตัวเอง อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากนำเสนอแบบนี้ออกไป อยากเป็นในสิ่งที่เรารู้สึกว่าวันนึงผ่านไปแล้วเราจะได้ไม่มานั่งเสียดายทีหลังว่าเราเคยได้ทำอะไรตรงนี้ไป แล้วที่ผ่านมาหนูก็รู้สึกว่าหนูตัดสินใจถูก แล้วก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองมาตลอด ณ ตอนนั้น หนึ่งเลยคือต้องขอบคุณเพื่อนๆรอบข้าง สังคมรอบๆข้างที่สนิท ต่อให้คนนอกไม่เข้าใจแต่คนสนิทแล้วก็ครอบครัวเรายังเข้าใจ ที่สำคัญเลยก็คือแฟนคลับวงกว้างอาจจะไม่เข้าใจ แต่วงแคบๆของเราเค้าซัพพอร์ตเราตลอด รักเราแล้วก็สนับสนุนในสิ่งที่เราเป็น แล้วเค้าเชียร์อัพตลอด เรารู้สึกว่าเฮ้ยนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เรากล้า แล้วก็สุดท้ายก็ต้องขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจแล้วก็กล้าออกมาทำอะไรในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แล้วมันค่อยๆ Shape ค่อยๆฟอร์มทีละนิดเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ พอมันเป็นภาพใหญ่แล้วเราย้อนมามอง เรารู้สึกว่าเราภูมิใจตัวเองจังเลย ภูมิใจตัวเองมากๆที่มาในทุกวันนี้แล้วเดินมาถูกทางตลอด ต่อให้อาจจะยากหรือซีรีส์ทุกเรื่องก็อาจจะมีดราม่า เพราะมันเป็นสิ่งที่ใหม่ในสังคมไทย มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็จะต้องมีอยู่แล้วกับความคิดเห็นที่หลากหลายและแตกต่าง ก็ทำให้รู้ว่าเราจะอยู่กับมันยังไงและยอมรับแล้วก็ไปต่อกับมันได้ยังไง” ณ วันนี้ สังคมมีความหลากหลายในตัวของตัวเองเยอะมากขึ้นมากๆ? “ดีใจมากๆเดี๋ยวนี้เดินตามถนนท้องตลาด เดี๋ยวนี้ทุกคนมองเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมดา ซึ่งมันเป็นปกติและธรรมดามาโดยตลอด แต่ทุกคนเปิดใจรับมากขึ้น ถ้าดีขึ้นได้กว่านี้อีกเยอะจะดีมากๆ มันต้องใช้เวลาแต่ก็ดีใจแล้ว ขอบคุณมากๆ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รู้สึกขอบคุณเพื่อนๆร่วมวงการมากๆ หลายๆคนที่เค้าออกมา Call Out ออกมาพูด เด็กเจนใหม่ ไฟแรง หรือทั้ง T-Pop ทั้งซีรีส์วาย หรือทุกวงการ เดี๋ยวนี้ทุกคนทำให้เป็นเรื่องปกติกับเรื่องนี้มาก ต้องขอบคุณทุกคนมากๆเพราะอะไรอย่างนี้มันไม่สามารถเกิดได้จากคนคนเดียว มันต้องเกิดจากการช่วยๆกัน เพราะว่าเราอยู่เป็นสังคม เราอยู่กันเป็นเครือข่าย รู้สึกว่าขอบคุณมากที่ทำให้ความหลากหลายอะไรตรงนี้ มันเกิดขึ้นแล้วก็ยอมรับได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม