นับว่าผ่านเข้าสู่สภาอย่างทุลักทุเล สำหรับ “ร่างกฎหมายท้องถิ่นฉบับใหม่” ในการแก้ไขเรื่องคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งมีพรรคการเมืองร่วมกันเสนอรวม 10 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ... ร่างพ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.. ร่าง พ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ.. และร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ..สาระสำคัญของร่างกฎหมายคือ “ลดอายุผู้สมัครเป็นผู้บริหารท้องถิ่นจาก 35 ปีเหลือ 25 ปี และยกเลิกการจำกัดวาระไม่เกิน 2 สมัย” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิและเสรีภาพเต็มที่ในระบอบประชาธิปไตยผลการลงมติสภาฯรับหลักการร่างกฎหมายทุกฉบับด้วยเสียงเอกฉันท์ และตั้ง กมธ.วิสามัญ 33 คน แปรญัตติโดยยึดร่างของพรรคประชาชนเป็นหลักในการพิจารณาเรื่องนี้ รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว ประธานหลักสูตรปริญญาเอก นวัตกรรมการสื่อสารทางการเมือง และการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มสธ. มองว่าสำหรับร่างกฎหมายท้องถิ่นฉบับใหม่ “เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่” เข้ามามีบทบาทในการบริหารท้องถิ่นโดยเสนอให้ผู้มีอายุ 25 ปี สามารถลงสมัครได้จากเดิมกำหนดไว้ที่ 35 ปี แม้หลายคนจะมองว่ายังขาดประสบการณ์ แต่ในโลกปัจจุบันคนวัยนี้มีการศึกษา และเริ่มต้นทำงานสะสมประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วสิ่งสำคัญคือ “ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง” ไม่ควรปิดโอกาสว่าคนอายุ 25 ปี ไม่เหมาะสม หรือไม่มีศักยภาพในการเป็นผู้บริหารเพียงแค่เรื่องอายุอย่างเดียว เพราะปัจจุบันการดูแลประชาชนจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่ๆ “การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่” เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญแม้ว่าเรื่องอายุอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งก็ตาม แต่หากคนรุ่นใหม่มีความรู้และความสามารถที่ได้รับการไว้ใจถูกเลือกมาจากประชาชน “ก็ควรเคารพเสียงของประชาชน” แล้วให้โอกาสเข้ามาในการบริหารท้องถิ่นด้วยประเด็นสำคัญคือ “ไม่ควรกังวลว่าอายุน้อยจะบริหารไม่ได้” เพราะผู้บริหารท้องถิ่นทำงานเป็นทีม ตั้งแต่รองนายก ที่ปรึกษา เลขานายก ล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์มาช่วยเสริมการทำงานได้ “ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรุ่นเดียวทั้งหมด” อีกทั้งประชาชนเลือกเฉพาะผู้นำไม่ได้เลือกทีมทั้งหมด เรื่องอายุจึงไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานส่วนวุฒิภาวะก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล “การบริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันที่วุฒิการศึกษา” แต่เน้นความเข้าใจสังคมและการรับฟังประชาชนหากแนวคิดไม่ตรงกับความต้องการก็ถูกคัดค้านหรือถอดถอนได้โดยประชาชนอันเป็นกลไกที่ประชาชนใช้กำกับตรวจสอบได้ หากไม่เห็นด้วยกับแผนพัฒนาก็เสนอแก้ไข จึงไม่ควรเหมารวมเด็กรุ่นใหม่ขาดศักยภาพ เพราะหลายคนพิสูจน์แล้วสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าผู้ใหญ่ในเวลาที่สั้นกว่าได้ดีตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนการบริหารบ้านเมืองก็ต้องเปลี่ยนตาม โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ “คนรุ่นใหม่อาจเข้าใจปรับตัวได้เร็วกว่า” แม้ผู้ใหญ่จะทันสมัยปรับตัวเก่งแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนส่วนที่กังวลว่า “อาจเปิดช่องให้ลูกหลานนักการเมืองสืบทอดอำนาจนั้น” หากไม่มีความสามารถประชาชนก็ไม่เลือก เพราะปัจจุบันกระแสสังคมให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลงานมากขึ้น แล้วต้องยอมรับด้วยว่าลูกหลานของนักการเมืองหลายคนมีการศึกษาดี มีประสบการณ์จริง ไม่สามารถมองข้ามหรือดูแคลนได้ด้วยซ้ำ“การเมืองควรเป็นพื้นที่เปิดโอกาสไม่ใช่จำกัดแค่บางกลุ่มบางช่วงอายุ ดังนั้นการลดอายุ 25 ปีนี้จะทำให้มีผู้เล่นมาก ประชาชนก็มีตัวเลือกเพิ่มสอดคล้องหลักประชาธิปไตย เพราะสุดท้ายประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกจากความสามารถไม่ใช่แค่ตัวเลขอายุ การเปิดกว้างนี้จึงไม่ใช่ลดคุณภาพแต่เพิ่มโอกาสให้คนที่พร้อม” รศ.ดร.วิทยาธร ว่าทว่าเรื่อง “วาระดำรงตำแหน่ง” เดิมจำกัดอยู่ที่ 2 วาระ แต่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่แก้ไขยกเลิกข้อจำกัดนี้เปิดโอกาสให้สมัครต่อได้เรื่อยๆ “ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน” หากผลงานดีจะได้รับเลือกต่อให้การทำงานมีความต่อเนื่อง และการอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องก็ใช่ว่า “จะได้เปรียบเสมอไป” เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่อแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียหากทำงานดีมีคุณภาพ “นั่นคือข้อได้เปรียบ” เนื่องจากผลงานจะพิสูจน์ตัวเอง “แต่ถ้าทำงานไม่ตอบโจทย์” จะเป็นจุดอ่อนให้ประชาชนไม่เลือกต่อได้ ทำให้คนท้าชิงยังไม่เคยมีโอกาสอาจสร้างความมั่นใจดีกว่าดังนั้นควรเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจ “ผ่านการเลือกตั้ง” ไม่ควรจำกัดวาระเพียงแค่กลัวครองตำแหน่งนานเกินไปเพราะหลายเมืองที่มีนายกต่อเนื่อง “ต่างพัฒนาอย่างก้าวกระโดดก็มี” ถ้าผู้บริหารทำดีจริงก็ไม่ควรจำกัดแค่ 8 ปี แต่หาก 12 ปีแล้วทำงานได้ดีบ้านเมืองพัฒนาประชาชนก็ยังไว้วางใจ “ไม่ถือว่าผูกขาดอำนาจ” ด้วยผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้ตำแหน่งโดยอัตโนมัติ แต่ผ่านการเลือกตั้งทุก 4 ปี ซึ่งอำนาจก็ยังคงอยู่ในมือประชาชนเช่นเดิมประการถัดมา “การกระจายอำนาจ” เป็นเรื่องที่ยังท้าทายโดยเฉพาะงบประมาณที่ไม่ถูกส่งสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มที่ และไม่สอดคล้องแผนที่วางไว้แม้ท้องถิ่นได้รับภารกิจเพิ่มแต่รัฐบาลกลางยังถือครองงบประมาณส่วนใหญ่ทำให้ท้องถิ่นทำงานลำบาก “งบมีจำกัด” ทั้งที่หากกระจายจริง รัฐบาลกลางควรลดบทบาทลง และให้ท้องถิ่นเติบโตเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด จึงควรได้รับการส่งเสริมงบประมาณให้เติบโตอย่างเหมาะสม แล้วรัฐบาลกลางก็มีหน้าที่ในเรื่องที่ท้องถิ่นไม่สามารถจัดการเองได้ เช่น นโยบายระดับชาติ หรือโครงการใหญ่ต้องใช้งบประมาณมาก ดังนั้นจำเป็นต้องกระจายงบประมาณให้เป็นเครื่องมือบริหารดูแลประชาชนส่วนภาษีท้องถิ่นเป็นรายได้ของตัวเอง “แต่ยังไม่เพียงพอ” ทำให้รายได้ส่วนใหญ่มาจากการจัดสรรของรัฐบาลกลางผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจ ดังนั้นถ้ารัฐบาลจริงใจในการกระจายอำนาจก็ควรโอนทั้งภารกิจ และงบประมาณตามไปด้วย และไม่ใช่ยังคงดึงงบประมาณไว้ส่วนกลางอย่างในหลายเรื่องเหมือนปัจจุบันเรื่องนี้ลองฟังเสียงจากท้องถิ่นจะรู้ว่าหลายแห่งยังบ่นงบไม่เพียงพอทั้งที่ได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นการกระจายอำนาจควรปรับปรุงครั้งใหญ่ทบทวนว่า อบจ. อบต. เทศบาลควรได้รับงบประมาณมากน้อยแค่ไหนเช่นนี้ความคาดหวังกับ “รัฐบาลใหม่” แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจแต่ควรทำงานเหมือนเป็นรัฐบาลเต็มตัวเร่งจัดลำดับงานสำคัญ “วางรากฐานเพื่ออนาคต” ทำให้เกิดผลลัพธ์ในเวลาที่จำกัด เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการบริหาร แม้เวลาน้อยทุกนาทีก็ใช้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และผลักดันเรื่องคั่งค้างให้เดินหน้า...นี่อาจเป็นการปรับโฉมการเมืองท้องถิ่น “เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่” มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารดูแลประชาชนโดยยึดหลักว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจตัวจริงตามกรอบของรัฐธรรมนูญ.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม