ชายแดนไทย-กัมพูชายังอึมครึม ทภ.2 ระบุพื้นที่ชายแดนฝั่งอีสานใต้ แม้ไม่พบการปะทะด้วยอาวุธ แต่อยู่ในภาวะ “สงบเชิงยุทธการ แต่ตึงเชิงความมั่นคง” เหตุยังพบกัมพูชาเสริมที่มั่น เตรียมกำลังทหาร รวมถึงพบพิรุธฝั่งโอรเสม็ด จ.อุดรมีชัย กัมพูชา ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ มีการแจ้งให้ชาวเขมรย้ายออกจากพื้นที่จนสภาพเหมือนเมืองร้าง ชาวบ้านเชื่อเขมรไม่หยุดแน่ จ่อโจมตีไทยรอบสาม ขณะที่หลายพื้นที่ยังพบจรวด-ลูกปืน ค.ยิงจากเขมรตกค้างตามบ้านเรือน พื้นที่เกษตรเพียบสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา แม้ไม่มีการปะทะต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.ปีกลาย จนถึงขณะนี้ แต่บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงอึมครึม ชาวบ้านที่อาศัยริมชายแดนต่างไม่เชื่อใจกัมพูชาจะหยุดยิง และมีโอกาสสูงที่เขมรจะก่อสงครามขึ้นมาเป็นรอบที่ 3เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สุรินทร์ ว่าในขณะที่ฝั่งไทย ทางการอนุญาตให้คนตามแนวชายแดนที่อพยพช่วงการปะทะ กลับเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านชายแดนกันหมดแล้ว แต่มีรายงานว่าชาวกัมพูชา ในพื้นที่ชุมชนโอรเสม็ด อ.กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย ฝั่งประเทศกัมพูชา ได้กลับเข้ามาขนสิ่งของที่บ้านเรือนและร้านค้าของตนเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กันเป็นจำนวนมาก โดยพบชาวโซเชียลกัมพูชาโพสต์คลิป พร้อมระบุว่า “ลาแล้วโอรเสม็ด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาอีก” ซึ่งบรรยากาศบ้านเรือน ร้านค้าในชุมชนโอรเสม็ด ปิดร้างทั้งหมด เนื่องจากทางการกัมพูชาไม่ให้ชาวกัมพูชากลับเข้ามาในพื้นที่หลังมีการหยุดยิง จนเป็นที่ผิดสังเกตและผิดปกติ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนตั้งข้อสงสัยว่า กัมพูชาอาจจะมีแผนโจมตีไทยอีกเป็นรอบที่ 3 จึงไม่ให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ดังกล่าวขณะที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับตำรวจ สภ.แนงมุด อ.กาบเชิง จนท.ทหารชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี ที่ 221 ผู้นำชุมชน ร่วมตรวจสอบพื้นที่ตำบลกระสุนตก ในเขต ต.แนงมุด อ.กาบเชิง ที่มีจำนวน 32 หลุม ทำงานสมบูรณ์ทั้ง 30 หลุม ระเบิดไม่สมบูรณ์ จำนวน 2 หลุม เป็นจรวดขนาด 122 มม. ยิงจากเครื่องยิง BM-21 มีชิ้นส่วนวัตถุพยาน รวมทั้งสิ้น 214 ชิ้น ก่อนนำส่ง สภ.แนงมุด เพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไปที่ จ.ศรีสะเกษ จากที่กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ประเมินสถานการณ์ภาพรวมว่า ขณะนี้แม้ยังไม่พบเหตุปะทะเกิดขึ้นในพื้นที่แนวเขตพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ แต่มีการตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวของกำลังทหารในระดับเล็กอยู่เป็นระยะ โดยพื้นที่ที่มีการขยับกำลังให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ยังคงเป็นบริเวณแนวพระวิหารเช่นเดิม จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ความตึงเครียดดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “ตำบลกระสุนตก” เกิดความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเคยมีเหตุลูกระเบิดและกระสุนตกลงในพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจนเกิดความเสียหายหลายครั้ง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่กล้าใช้ชีวิตอย่างปกติ และยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน คือ นายพงศ์พิสุทธิ์ ศรีแย้ม อายุ 40 ปี ชาวบ้าน บ้านเสาธงชัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา กระสุนปืน BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกลงบนถนนหน้าบ้านพอดี แรงระเบิดทำให้หลังคาบ้านและส่วนโครง สร้างบางจุดได้รับความเสียหาย เคราะห์ดีที่ก่อนเกิดเหตุได้เข้าหลบอยู่ในบังเกอร์ จึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้ ปัจจุบันหน้าบ้านยังคงมีหลุมระเบิดขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นหลักฐาน ส่วนสะเก็ดระเบิดพุ่งเข้าใส่ตัวบ้านหลายจุด โชคดีที่ความเสียหายไม่รุนแรงมากนัก และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าการยิงจรวดของกัมพูชามีเป้าหมายต่อพลเรือนหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนชายแดนหลายครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก บางบ้านกลับมาแทบไม่เหลือพื้นที่ให้พักอาศัย ต้องรอการช่วยเหลือและซ่อมแซมอีกนานนายพงศ์พิสุทธิ์กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าอาจเกิดเหตุปะทะขึ้นอีก แม้จะมีคำสั่งหยุดยิงแล้วก็ตาม เพราะสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ และยังไม่มีความชัดเจนว่าการหยุดยิงมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวรหรือไม่ จึงมั่นใจว่าอาจเกิดการปะทะรอบที่ 3 เพียงแต่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดส่วนที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสะนาง นึ่งประโคน อายุ 53 ปี เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่เข้าไปกรีดยางในไร่ยางของตัวเองว่า พบลูกจรวดปืน ค.อีก 1 ลูก ทำให้รวมแล้ว อำเภอบ้านกรวดเจอลูกจรวดที่ยังไม่ระเบิดและระเบิดแล้ว จำนวน 130 ลูก และในช่วงนี้ฝ่ายปกครอง ชุด EOD เข้ามาร่วมกับชาวบ้านสำรวจทุกวัน หยุดแค่ช่วงเทศกาลปีใหม่ คาดว่าลูกจรวดยังตกค้างในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก ไม่รวมป่าชุมชน ซึ่งสำรวจได้ยาก ส่วนใหญ่จะเข้าไปค้นหาตามไร่นาของชาวบ้านก่อนทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์บรรยากาศตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.จนถึงขณะนี้ ยังคงอยู่ในภาวะ “สงบเชิงยุทธการ แต่ตึงเชิงความมั่นคง” ไม่ปรากฏการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการตอบโต้โดยตรง แต่ทั้งสองฝ่ายยังเดินเกมระมัดระวัง เสริมที่มั่น เตรียมพร้อมกำลัง และจับตาความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิดส่วนพื้นที่ช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ตรวจพบหลุมระเบิดจากการสู้รบเดิมหลายจุด โดยมี 3 จุดที่ยังไม่ระเบิด อยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อรอการทำลาย พร้อมกันนี้ ยังพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์เป็นระยะขณะที่ จ.สระแก้ว ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ชุดที่ 12 ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เข้าตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่สีแดง บริเวณบ้านคลองแผง หมู่ที่ 10 ต.ทับเสด็จ อ.ตาพระยา พบวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน จำนวน 2 ลูก ประกอบด้วยกระสุนปืนใหญ่ และลูกปืนคอ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เจ้าหน้าที่ EOD จึงทำลายวัตถุระเบิดดังกล่าวตามขั้นตอนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ก่อนการอนุญาตให้ชาวบ้านทยอยกลับเข้าหมู่บ้านและใช้ชีวิตตามปกติอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่