ปีใหม่ปีนี้ หลายคนบอกว่าไม่คึกคักเหมือนปีที่ผ่านๆมา คนไม่มีกะจิตกะใจที่จะเดินทาง อาจจะเนื่องด้วยเศรษฐกิจปีนี้ไม่สดใสเท่าที่ควร แถมมีภาวะสงครามตามชายแดนปะทุแบบดุเดือด!...ทำให้หลายคนไม่อยากเดินทางไปไหนไกล ทำให้คาดกันว่าจะทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวอาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควรแต่กระนั้นก็ตามก็ยังเชื่อว่า ช่วงเทศกาลแห่งความสุขปีใหม่นี้ คงยังมีผู้คนอีกไม่น้อย เลือกจะหนีจากการฝังตัวเองอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขับรถกลับบ้านหรือขับรถออกไปตามถนนทางหลวง หรือถนนทางหลวงชนบท เลือกท่องเที่ยวแบบสบายๆในต่างจังหวัด พร้อมกับแวะเช็กอินชมวิว ถ่ายรูปลงโซเชียล ต่อด้วยนั่งชิลทานกาแฟในคาเฟ่สวยๆกัน และหากยังคิดไม่ออกว่าจะแวะเส้นทางไหน หรือผ่านเส้นทางใด ทั้งถนนของ “กรมทางหลวง (ทล.) และถนนทางหลวงชนบท (ทช.)” ทาง “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” จึงขอรับหน้าเสื่ออาสารวบรวม คัดสรรเส้นทาง “ถนนทางหลวง–ถนนทางหลวงชนบท” ทั่วไทย มาเป็นสังเขปสัก 9 เส้นทาง ว่ามีที่ไหนบ้างที่เมื่อขับรถยนต์ไปแล้วสามารถหยุดพัก ถ่ายรูปเช็กอินสวยๆ หรือเป็นถนนที่จะพาไปจุดกางเต็นท์นอนแบบสบายๆ แถมปลอดภัยได้บ้าง มาติดตามกันได้เลยค่ะ...เรามาเริ่มกันที่ถนนของกรมทางหลวง “ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 หรือ มอเตอร์เวย์ บางปะอิน–นครราชสีมา (M6)” เส้นทางนี้ต้องยอมรับว่าจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งการเดินทางของประเทศไทย อย่างที่หลายท่านทราบกันดี มอเตอร์เวย์ M6 ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางที่ย่นระยะเวลาเดินทางสู่ภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังเป็น “ว่าที่ถนนลอยฟ้าที่สวยที่สุดในเมืองไทย” ด้วย ดังนั้นจะว่าไปมอเตอร์เวย์ M6 จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน...แต่คือเส้นทางสู่ความสุขในช่วงวันหยุดยาวอย่างแท้จริง เพราะไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือ วิวเลียบเขื่อนลำตะคอง ยิ่งได้ชมวิวในช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา จะเป็นภาพที่สวยงามติดตราตรึงใจแน่นอน ซึ่งเส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางหน้าด่านที่จะพาเราๆท่านๆออกไปเที่ยวยังภาคอีสานได้อีกหลายจังหวัดกันเลยทีเดียวซึ่งเมื่อแนะนำถนนของกรมทางหลวงสวยชวนเช็กอินและยังอยู่เส้นทางจะไปอีสานแล้ว ก็อดที่จะแนะนำ ถนนของกรมทางหลวงชนบท ต่ออีกสักหนึ่งเส้นทาง ยิ่งช่วงนี้อากาศกำลังเย็นสบาย เลยต้องพามายัง ถนนสาย นม.3052 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ถนนเส้นนี้จะพาทุกคนไปยัง “วังน้ำเขียว” ที่ขึ้นชื่อว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ซึ่งทางหลวงชนบทได้เปิดพื้นที่กางเต็นท์ฟรีบริเวณ กม.ที่ 18+294 ให้นักท่องเที่ยวรับลมชมดาว ริมอ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง บนถนนสาย นม.3052 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่สำคัญ อ่างเก็บน้ำบ้านสันกำแพง หรือ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง 1 เป็นอ่างที่ใสสะอาดสะท้อนกับฉากหลังสีเขียวจากหุบเขาน้อยใหญ่สลับกับพื้นที่ลาดชันที่รายล้อมโดยรอบ จึงเกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม โดยเฉพาะในช่วงเช้าจะมีหมอกบางๆลอยอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำและเมื่อไปทางภาคอีสานแล้ว เรามาต่อกันที่ เส้นทางภาคเหนือ กันบ้าง และก่อนที่จะไปเหนือทุกคนจะต้องผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นประตูสู่ภาคเหนือที่ไม่ได้มีดีแค่เป็นทางผ่าน แต่ยังมีจุดแวะพักที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมา “สัมผัสความงามเหนือกาลเวลา” ที่ “สะพานเดชาติวงศ์” จังหวัดนครสวรรค์ สะพานที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้มีประวัติที่น่าสนใจ สร้างโดยกรมทางหลวง เมื่อปี พ.ศ.2485 ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อใช้เป็นสะพานที่เชื่อมโยงระหว่าง ภาคกลางและภาคเหนือแทนเส้นทางเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถมาสามารถจอดรถและเดินขึ้นไปบนสะพานเพื่อเก็บภาพสวยๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงเย็นยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ที่นี่จะกลายเป็นจุดชมวิวที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อพูดถึงภาคเหนือจุดหมายปลายทางของอีกหลายๆคน คงไม่พ้นที่จังหวัดน่าน โดยเส้นทางนี้ต้องบอกว่ากรมทางหลวงเขาภูมิใจนำเสนออย่างมาก ที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว มาเช็กอินกัน นั่นคือ “โค้งหมายเลข 3” เส้นทางนี้ถือเป็นสถานที่อันซีนของจังหวัดน่านโดย “โค้งเลข 3” อยู่บนทางหลวงหมายเลข 1081 สายสันติสุข–บ่อเกลือ ตอน ดอนมูล–หลักลาย ช่วง กม.ที่ 38–39 มีระยะทาง 300 เมตร ที่ลัดเลาะตามแนวธรรมชาติ 2 ข้างทางที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ ทำให้เมื่อขับรถมาถึงบริเวณจุดดังกล่าว จะมองเห็นเส้นถนนที่โค้ง ดูคล้ายกับเลข 3 โดดเด่นขึ้นมา ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเช้าเวลา 06.50–07.10น. จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณโค้งเลข 3 นี้พอดีเลยและเมื่อมาถึงจังหวัดน่าน อีกจุดเช็กอินสำหรับสายแคมปิ้งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งนั้นคือ “จุดพักรถดอยเสมอดาว” ยิ่งตอนนี้เข้าต้นปี บรรยากาศเย็นสบายของฤดูหนาวแผ่คลุมในหลายพื้นที่ หากเราขับรถไปตามแนวสันเขาลัดเลาะไปตามสันภู และแวะมารับความงามธรรมชาติสัมผัสทะเลหมอกที่ “จุดพักรถดอยเสมอดาว” จุดพักรถเล็กๆ บนทางหลวงหมายเลข 1083 ก็ยิ่งมีความสุข ซึ่งจุดพักรถดอยเสมอดาวตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 1083 (เด่นชาติ -นาน้อย) จังหวัดน่าน ช่วง กม.60+000-กม.61+000 ใกล้กับอุทยานแห่งชาติศรีน่าน สถานที่นี้ทางกรมทางหลวงได้เตรียมลานกางเต็นท์ขนาดเล็กไว้ข้างจุดพักรถ รับนักท่องเที่ยวสายแคมปิ้ง ที่จะมาสัมผัสทะเลหมอก โดยมีเบื้องหน้าเป็นทะเลหมอกสีขาว คล้ายผ้านวมขนาดใหญ่ที่ห่มคลุมหุบเขาราวกับธรรมชาติกำลังโอบกอดผู้มาเยือนโดยเฉพาะ เส้นทางภาคเหนือยังไม่จบ ครั้งนี้อยากแนะนำผู้อ่านให้มาท่องเที่ยว “ทางหลวงหมายเลข 101” ช่วง ศรีสัชนาลัย–แม่สิน บริเวณ กม.173+386 “สะพานห้วยแม่ฮู้” เส้นทางนี้อยู่ในตำบลแม่สิน อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ถือเป็นเส้นทางที่มีความสวยงามที่ใครได้ไปสัมผัสก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า วิวธรรมชาติ สวยงามเกินบรรยาย เพราะเนื่องด้วยสะพานแห่งนี้ทอดตัวอยู่เหนือพื้นดินในระดับที่ค่อนข้างสูง ทำหน้าที่เป็นจุดชมวิวลอยฟ้า ให้นักเดินทางได้สัมผัสทิวทัศน์มุมสูงของแนวทิวเขาที่ปกคลุมด้วยแมกไม้หนาทึบ ไล่ระดับตั้งแต่พื้นที่ราบไปจนถึงยอดเนินเขา เติมความสุข ความสดชื่นด้วยท้องฟ้ากว้างที่สลับซ้อนทับกับภูเขาได้อย่างสวยงามเมื่อแนะนำถนนของกรมทางหลวงสวยชวนเช็กอินไปบ้างแล้ว เราก็ขอแนะนำถนนของกรมทางหลวงชนบทต่อเลย แม้ว่าถนนของทางหลวงชนบทจะไม่สวยเด่น แต่เป็นถนนสายรองที่นำพานักเดินทางเข้าถึงธรรมชาติได้ง่าย ยิ่งช่วงนี้อากาศเย็น กรมทางหลวงชนบทขอชวนนักเดินทางมาเยือนเมืองสามหมอกพร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพความงดงามของทุ่งดอกบัวตองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนดอยแม่อูคอ ในเส้นทาง “สายโรแมนติก” บนถนนสาย มส.4009 อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่ง ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ จะห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพียง 90 กม.เท่านั้น จากภาคเหนือขอนำพาผู้อ่านลงมาภาคกลางเที่ยว จังหวัดนครนายก กัน และ จุดที่จะพาไปเช็กอินพร้อมชมวิวสวยๆ คือ “เขื่อนขุนด่านปราการชล หรือเขื่อนขุนด่าน” ซึ่งจุดนี้เป็นที่เที่ยวธรรมชาติสีเขียว ครบทั้งภูเขา ลำธาร น้ำตก และสายหมอก แบบไม่ต้องเดินทางไกล เพียงขับรถจากกรุงเทพฯ แค่ 1-2 ชั่วโมง ก็จะได้ไปชมบรรยากาศสวยๆที่ล้อมรอบไปด้วยหุบเขา เหมาะกับการมาถ่ายรูปเช็กอินกันสุดๆ เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจากสันเขื่อนสามารถชมทิวทัศน์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ และชมทิวทัศน์ตัวเมืองนครนายกได้จากด้านหลังเขื่อนอีกด้วยซึ่งการเดินทางไปยังเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้น เมื่อขับรถออกจากตัวเมืองนครนายกไปตามเส้นทาง ทล.3049 จนถึงแยกวัดตำหนัก ช่วง กม.ที่ 11+100 ให้เลี้ยวขวาเพื่อเดินทางมุ่งหน้าต่อบนเส้นทาง ทล.3049 ระหว่างทางจะผ่านน้ำตกวังตะไคร้และหากขับตรงไปอีกไม่นานจะมีทางแยกเข้า กม.ที่ 17+350 ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าเขื่อนขุนด่านปราการชล โดยจะเข้าสู่ถนนทางหลวงชนบทสาย นย.4016 ซึ่งเดินทางไม่นานก็จะถึงวงเวียนเบี่ยงไปทางซ้ายเพื่อขึ้นไปยังตัวเขื่อน และจากภาคกลาง ขอนำผู้อ่านไปต่อยัง “ภาคใต้” ซึ่งถนนทางหลวงที่จะนำเสนอนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจรเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เท่านั้น แต่จะเป็นเส้นทางสายธรรมชาติ ที่จะพาไปสัมผัสทัศนียภาพ วิถีชีวิตชาวบ้าน และจุดชมวิวสวยๆที่โดดเด่นของจังหวัดพังงา “ผ่านทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา–ทับปุด จ.พังงา” ซึ่งเส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างแท้จริงเส้นทางสายนี้เริ่มต้นจากตัวเมืองพังงา มุ่งหน้าสู่อำเภอทับปุด ผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้เขียวขจี และหมู่บ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างน่าประทับใจ ตลอดเส้นทางมีจุดแวะท่องเที่ยวมากมายให้นักเดินทางได้สัมผัส เริ่มที่ จุดชมวิวท่าไทร วิวสวยๆ ของริมทะเลที่มีความร่มรื่นของป่าไม้ น้ำตกเต่าทอง น้ำตกขนาดกลางท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน จุดชมวิวบ่อแสน “ลานจามจุรี บ่อแสน” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ไม่ควรพลาด ด้วยเสน่ห์ของต้นจามจุรียักษ์แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาในทุ่งหญ้ากว้างท่ามกลางขุนเขา และยังเป็นจุดพักผ่อนใกล้ตัวเมืองพังงาอีกด้วย จุดชมวิวบางพัฒน์ ถือเป็นจุด ชม ชิม ช็อป อาหารและสินค้าพื้นถิ่นที่ตลาดชมเล บ้านบางพัฒน์ ด้วยวิวตลาดติดทะเล ถ้ามีเวลาสามารถนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่สะท้อนกับชายหาด พร้อมเรียนรู้วิถีประมงแบบเรียบง่ายได้ จุดชมวิวทิวเขาและทะเลหมอกยามเช้า บริเวณเส้นทางบางช่วงสามารถมองเห็นวิวภูเขาและทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง การขับรถหรือเดินทางบนเส้นทางนี้จึงไม่ใช่เพียงการผ่านไป แต่คือการ “ท่องเที่ยวระหว่างทาง” ที่เต็มไปด้วยความสุข ความรู้ และความทรงจำ และจากการรวบรวม 9 ถนนทางหลวง–ทางหลวงชนบท ชวนเช็กอินสุดชิลดังกล่าว ทางผู้รวบรวมก็หวังว่าจะเป็นไกด์ไลน์ให้นักท่องเที่ยว นักเดินทางใกล้จุดไหนก็จะได้ลองไปเที่ยว ได้ไปแชะรูป เช็กอินกันดู และหากมีโอกาสจะกลับมารวบรวมถนนสุดชิลชวนเช็กอินใหม่อีกครั้ง...มีความสุขมากๆรับปีมะเมียค่ะทุกคน...ทีมเศรษฐกิจอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่