ทหารกัมพูชาแว้งกัดไทยไม่เลิก ล่าสุดโผล่ยิงใส่ทหารไทยบริเวณฐานภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเกิดการปะทะ ส่งผลทหารไทยเจ็บ 2 นาย ถูกยิงที่ขากับกลางหน้าอก โชคดีได้เสื้อเกราะช่วยชีวิต ด้านกองทัพภาคที่ 2 รีบออกประกาศ 4 จังหวัดชายแดน “บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี” สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ แจ้งอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิง ด้าน “บิ๊กเล็ก-วินธัย” สวนกลับ “เตีย เซยฮา-มาลี” โกหกคำโต กล่าวหาไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน โดยกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้ ย้ำไทยมีหลักฐานชัดเจน ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงจนกำลังพลบาดเจ็บ ย้ำทหารกัมพูชาที่อยู่แนวหน้ายั่วยุฝ่ายไทยมาโดยตลอด รวมถึงลักลอบเข้ามาขโมยรั้วลวดหนามอยู่เสมอ ขณะที่ “อนุทิน” รีบลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัยประชาชนชายแดนไทยกัมพูชาฝั่งอีสานใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่เคยถูกทหารกัมพูชายิงจรวด BM-21 ใส่ไทยแบบไม่ยั้ง เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก กลับมาระอุขึ้นอีกครั้งทบ.แจ้งเหตุเกิดปะทะที่ศรีสะเกษทั้งนี้ เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 7 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊กกองทัพบก ทันกระแส โพสต์ข้อความแจ้งว่า “ด่วน!! เกิดการปะทะพื้นที่ภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ไทยตอบโต้ตามกฎการปะทะ”ทภ.2 เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์ต่อมาเวลา 15.20 น. กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ปะทะภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ดังต่อไปนี้ เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปะทะกับกำลังกัมพูชาด้วยอาวุธปืนเล็ก ส่งผล มีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา เวลา 14.16 น. มีการยิงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้อาวุธปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งหน่วยเตรียมพร้อมเต็มรูปแบบ และ ปฏิบัติตามกฎการปะทะ (ROE) เวลา 14.50 น. การปะทะยุติลง หน่วยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ และรักษาความพร้อมอย่างใกล้ชิด2 ทหารไทยถูกยิงบาดเจ็บต่อมาเวลา 14.53 น. ลำเลียงผู้บาดเจ็บถึง บก.โดนเอาว์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรักษาพยาบาลต่อ มีผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ 1.ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา 2.พลทหาร พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณกลางหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก นำส่ง รพ.สต.โดนเอาว์ และส่งต่อไปโรงพยาบาลกันทรลักษ์ต่อไปแจ้งอพยพคนริมชายแดน 4 จังหวัดต่อมา เพจกองทัพภาคที่ 2 ออกเอกสารข่าวระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัยชี้เป็นจุดเขมรเคยดอดบุกประชิดสำหรับพลาญหินแปดก้อน (ลานหินแปดก้อน) ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ที่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษ (อำเภอกันทรลักษ์และอำเภอขุนหาญ) เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม มีพื้นที่ติดกับกัมพูชา ในอดีตเคยเป็นจุดปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง และเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารกัมพูชาดอดตัดถนนขึ้นมาตั้งฐานรบ หวังประชิดฐานไทย แต่เจอฝ่ายไทยตีกลับจนหนีกระเจิงมาแล้ว“พล.ท.มาลี” แถลงทันทีไทยยิงก่อนผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นไม่นาน พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงกรณีการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาที่บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก จ.ศรีสะเกษ โดยระบุว่า ทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฝ่ายกัมพูชาเมื่อเวลา 14.15 น. ด้วยอาวุธปืนกล บี-40 และปืนครกขนาด 60 มม. โดยกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้แต่อย่างใดและรีบติดต่อกองทัพไทยให้ยุติการยิงโดยทันที ก่อนที่ฝ่ายไทยจะหยุดยิงเมื่อเวลา 14.32 น. จากนั้นกัมพูชาได้แจ้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ฝั่งกัมพูชาเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมระบุด้วยว่า กัมพูชายึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทยที่มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และต้องการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศกองทัพยันทหารไทยปลอดภัยจากนั้นเวลา 16.20 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์อาการบาดเจ็บของ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ ที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขา ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า กองพันทหารราบ (พัน.ร.13) หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 ได้เกิดการปะทะกับกำลังฝ่ายกัมพูชา ด้วยอาวุธปืนเล็ก บริเวณพิกัด VA 5417 8739 พื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ขณะเกิดเหตุฝ่ายไทยกำลังดำเนินการปรับปรุงเส้นทางจากฐานภูผาเหล็กไปยังจุดตรวจเพียงฟ้า ทางฝ่ายทหารกัมพูชาเข้ามาเกาะแนวลวดหนาม และใช้อาวุธปืนยิงชุด รปภ.ที่ทำการรักษาความปลอดภัยให้ทหารช่าง ทำให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบเกิดการยิงปะทะกันต่อเนื่อง และการปะทะได้ยุติลงในเวลา 14.50 น.“บิ๊กเล็ก” ชี้สถานการณ์ยุติแล้วเวลาต่อมา พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาได้ยิงอาวุธปืนเล็กโจมตีฝ่ายทหารไทย บริเวณฐานภูผาเหล็ก-ฐานเพียงฟ้า ทําให้กําลังพลได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 นาย บาดเจ็บที่ขาซ้าย 1 นาย ส่วนอีก 1 นาย ถูกยิงที่หน้าอก แต่ใส่เสื้อ กันกระสุน โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยปืนเล็ก ปัจจุบันสถานการณ์ได้ยุติลงแล้ว และพลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลาผิดหวังคำแถลง “เตีย เซยฮา”ส่วนที่ พล.อ.เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา ออกมาแถลงหลังเกิดเหตุไม่นาน กล่าวหาฝ่ายไทยยิงก่อนโดยฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า รู้สึกผิดหวังจากคำแถลงการณ์ รมว.กลาโหมกัมพูชา ที่รับฟังรายงานโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เพราะฝ่ายไทยเตือนไปหลายครั้งแล้วว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาในระดับนโยบายได้รับรายงานไม่เป็นความจริง ในความเป็นจริงทหารกัมพูชาที่อยู่แนวหน้ามีการยั่วยุฝ่ายไทยมาโดยตลอด ฝ่ายไทยวางรั้วลวดหนามสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เข้ามาวางทุ่นระเบิด แต่ทหารกัมพูชาจะลักลอบมาขโมยรั้วลวดหนาม ทําเช่นนี้เสมอ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 2 คน แต่ รมว.กลาโหมกัมพูชามาแถลงว่าไม่มีการยิงตอบโต้หลักฐานชัดทหารไทยถูกยิงพลเอกณัฐพลยังตอบถึงกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ หรือไม่ว่า ถ้าจะมีส่วนคือทำให้รวน สร้างภาพ ว่าฝ่ายไทยไปรังแกกัมพูชา เพื่อลดนํ้าหนักการประชุม แต่วันนี้มีหลักฐานแล้วว่า ทหารไทยถูกยิงถึง 2 คน ทางกัมพูชาจะไม่มีการยิงตอบโต้ได้อย่างไร เน้นย้ำให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่โดยความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย โดยการปฏิบัติก็ขอให้ยึดกฎการใช้กำลังสามารถตอบโต้ได้ตามระดับได้ทันที ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทางทหารดูแลสถานการณ์อยู่ ส่วนประชาชน 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ให้อพยพออกจากพื้นที่จะกลับได้เมื่อไหร่นั้นให้รอดูสถานการณ์ และประเมินท่าทีกัมพูชา หากยังไม่ปลอดภัย ก็ยังไม่สามารถกลับได้“วินธัย” ช่วยย้ำเขมรโกหกขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงตอบโต้ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ระบุว่า กองกำลังทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน พื้นที่พลาญธม อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร และกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้นั้น ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือทหารกัมพูชานำกำลังเข้ามาในบริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ ขณะฝ่ายไทยกำลังปรับปรุงเส้นทางในเขตไทย จากนั้นยิงเข้าใส่ชุดรักษาความปลอดภัยของชุดปรับปรุงเส้นทาง ฝ่ายไทยได้ยิงปะทะตามกฎการใช้กำลัง และนำไปสู่การปะทะ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย การกล่าวโดยปราศจากหลักฐานที่กัมพูชามักปฏิบัติทุกครั้งเมื่อเป็นผู้กระทำต่อฝ่ายไทยก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจน ยืนยันทั้งเวลา สถานที่ และผลกระทบต่อกำลังพลของไทย“อนุทิน” ลงพื้นที่ 4 จว.ชายแดนต่อมานายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวถึงเหตุปะทะนี้เช่นกันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย รับทราบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สั่งการให้กระทรวงกลาโหม กองทัพ ดำเนินการปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการอพยพไปยังที่ปลอดภัย ตามที่ได้ซักซ้อมไว้ รัฐบาลขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพ รวมถึงในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ นายอนุทิน พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพลมีกำหนดนำคณะลงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง การจัดการพิทักษ์ส่วนหลัง รวมถึงมาตรการรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ นายอนุทินได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพล รวมถึงประชาชนในจังหวัดชายแดน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการด้านความปลอดภัย พร้อมตัดสินใจลงพื้นที่โดยเร็ว เพื่อรับฟังข้อมูลจากกองทัพและฝ่ายปกครองในพื้นที่จริง เพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไปปภ.แจ้งเตือนให้อพยพจากนั้นในช่วงเย็นเป็นต้นมา ประชาชนในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ได้รับข้อความเตือนในโทรศัพท์มือถือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.(DDPM) ใจความว่า “แจ้งอพยพออกนอกพื้นที่การสู้รบ 07-11-2025 16.04.24 น. ขณะนี้เกิดเหตุสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขอให้ผู้อยู่ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก อ.กาบเชิง อ.สังขะ และ อ.บัวเชด อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ราชการกำหนดหรือติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และที่ว่าการอำเภอ เพื่อนัดหมายและ อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่ อย่างเคร่งครัด สอบถามรายละเอียด โทร.1784 DDPM”ชาวบ้านรีบกลับบ้านเก็บของหลังจากประชาชนได้สัญญาณเตือนดังกล่าว ขณะที่ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ได้ประกาศให้ชาวบ้านเตรียมพร้อม สิ่งของ สัมภาระจำเป็นต่างๆ ไว้ในรถยนต์ หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น พร้อมอพยพออกได้ทันที ซึ่งให้รอคำสั่งจากอำเภอ และผู้นำ ชุมชนอีกครั้ง ส่วนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ติดเตียง ผู้พิการและเด็ก ให้อพยพออกไปก่อนได้เลยยอมรับกลัวแต่อยากให้จบไวขณะที่ชาวบ้านปวงตึก ต.ตาตุม อ.สังขะ กำลังประชุมกันอยู่ ปรากฏว่าหลังมีข้อความเข้าในโทรศัพท์มือถือ ทางผู้ใหญ่บ้านได้ยกเลิกประชุมทันที และให้ชาวบ้านรีบกลับบ้านไปเตรียมสัมภาระสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมอพยพ โดยจะประกาศให้ทราบอีกครั้งหากมีคำสั่งให้อพยพ ทำให้ชาวบ้านที่ร่วมประชุมรีบเดินทางกลับบ้านไปจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นทันที โดยต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้รู้สึกกลัว แต่อยากให้จบไวๆ บ้านเมืองจะได้สงบสุขซะที เช่นเดียวกับผู้ค้าในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง ต่างเร่งปิดร้านค้า เพื่อเตรียมตัวที่จะอพยพกันวุ่น จากนั้นเวลา 17.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง ผู้นำชุมชนได้สั่งให้เริ่มทยอยอพยพออกไปแล้วประมาณร้อยละ 70 แม้ยังไม่ได้เกิดการปะทะขึ้น เนื่องจากสถานการณ์มีความอ่อนไหว อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้แห่นำรถเติมน้ำมัน–ตุนอาหารส่วนที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่มีข่าวให้ประชาชนในพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชาใน 4 จังหวัด เตรียมอพยพแพร่กระจายออกมา ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต่างเร่งออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังปั๊มน้ำมัน เพื่อเติมน้ำมันเต็มถัง หลายปั๊มมีประชาชนเข้าคิวกันแน่นขนัด บางแห่งต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกเพื่อป้องกันความวุ่นวาย โดยชาวบ้านที่มาเติมน้ำมันส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องเติมน้ำมันใส่รถให้เต็มถัง เพื่อพร้อมเดินทางอพยพได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะเดียวกันบรรยากาศในร้านค้าชุมชนและตลาดสดเป็นไปอย่างคึกคัก สินค้าจำเป็น เช่น อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม และอุปกรณ์ยังชีพ ถูกซื้อไปในปริมาณมาก จนหลายร้านเริ่มมีสัญญาณของการขาดสต๊อก พ่อค้าแม่ค้าระบุว่า “ตั้งแต่เช้ามีคนแวะมาซื้อของเตรียมฉุกเฉินตลอด ไม่เคยเห็นมาก่อน”ยังเชื่อมั่นศักยภาพทหารไทยนอกจากนี้ ประชาชนชาวอำเภอบ้านกรวดที่เก็บข้าวของอพยพ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าภายหลังมีข้อความแจ้งเตือนทางโทรศัพท์มือถือ และผู้ใหญ่บ้านประกาศแจ้งเตือน จึงได้เก็บข้าวของจำเป็นใส่รถเพื่อเตรียมอพยพไปอยู่ยังสถานที่ปลอดภัย พร้อมกับฝากว่าชาวบ้านมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของทหารไทย รวมถึงขอเรียกร้องให้ดำเนินการหรือจัดการให้เด็ดขาด เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงจังหวัด–อำเภอ สั่งเปิดศูนย์พักพิงฯในขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์และอำเภอบ้านกรวด ได้สั่งเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวหลายจุด พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ อปพร. ทีมแพทย์-พยาบาล รถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล เพื่อรองรับประชาชนที่จำเป็นต้องอพยพตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้หน่วยงานของรัฐยังคงประสานการเฝ้าระวังสถานการณ์ร่วมกับหน่วยความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และพร้อมแจ้งเตือนประชาชนทันที หากมีคำสั่งอพยพอย่างเป็นทางการ ขณะนี้พื้นที่อำเภอบ้านกรวดถือว่าเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมสูงสุด แม้เหตุปะทะจะอยู่นอกพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ก็ตามผบ.ตร.สั่ง ตร.4 จว.เร่งอพยพ ปชช.วันเดียวกัน พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร.เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการด่วนให้สถานีตำรวจในพื้นที่แนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ช่วยอพยพประชาชนสู่พื้นที่ปลอดภัย หลังจากช่วงบ่ายวันนี้มีความเคลื่อนไหวสำคัญที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายไทยต้องโต้ตอบ เกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนดังกล่าวอพยพร่วมยุทธการทหารพิทักษ์ส่วนหลังโฆษก ตร.กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยโดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และตำรวจภูธร (ภ.จว.) ทั้ง 4 จังหวัด เตรียมพร้อมกำลัง 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมร่วมยุทธการสนับสนุนกองทัพในภารกิจรักษาอธิปไตยทันทีที่มีการร้องขอ ขณะเดียวกันให้ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมทั้งอำนวยการการจราจรในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินยุทธการ และการสัญจรของพี่น้องประชาชนเป็นไปโดยสะดวกบุรีรัมย์เปิดศูนย์ฯสนามช้างฯต่อมานายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผบก.ภ.จ.บุรีรัมย์ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำเจ้าหน้าที่เข้าจัดเตรียมศูนย์อพยพสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต เพื่อรองรับผู้อพยพทั้งหมด โดยจัดพื้นที่พักพิง ชั่วคราว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ห้องน้ำสะอาด ระบบแพทย์ฉุกเฉิน และมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง หน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งระดมกำลังสนับสนุนการอพยพและลำเลียงประชาชน โดยให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยล่าสุดอำเภอบ้านกรวดออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 6 ตำบล ได้แก่ สายตะกู จันทบเพชร บึงเจริญ หนองไม้งาม บ้านกรวด และปราสาท รวมประชาชนที่ต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่จำนวน 35,000 คน และคาดว่าจะมาที่ศูนย์อพยพประมาณ 13,000 คน ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์สั่งเพิ่มจุดประสานงาน ในศูนย์อพยพ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูล การลงทะเบียน และการติดตามญาติ พร้อมย้ำว่าจังหวัดมีศักยภาพรองรับผู้อพยพทั้งหมดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการดูแลประชาชนตามความจำเป็นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่