กรมการปกครองถอนสัญชาติ ไทยลูก 3 คนของ “ก๊กอาน” หลังพบแจ้งเกิดที่ร้อยเอ็ด โดยแอบอ้างคนไทยเป็นพ่อแม่ ถือเป็นคนต่างด้าว ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย “บิ๊กโจ๊ก-อัจฉริยะ” หิ้วสาวพยานปากสำคัญแฉกลาง กมธ.มั่นคง อ้างเป็นคนโอนเงินเข้ากระเป๋าตำรวจ ขณะที่ “ปปง.” ชี้ชัด “นักการเมือง ช.” เป็นเจ้าของเว็บ “จิมิ88-จิมิ44” เผยอายัดทรัพย์แค่ 36 ล้าน ที่เหลือเป็นของพรรคพวก รวม 69 รายการ แย้มเส้นเงินลามโยง สส.อีกรายมากกว่า 1 คดี ส่วน “บิ๊กเต่า” ฟาด “บิ๊กโจ๊ก” พูดแรงเกิน ตร. ไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม-ซัดเนรคุณเผาบ้านตัวเอง เตือน “อัจฉริยะ” อย่าเข้าใกล้ เดี๋ยวโดดเดี่ยวกรณีรัฐบาลไทยยกระดับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ มีตำรวจรับหน้าที่เป็นหัวหอกดำเนินการ โดยเฉพาะเครือข่ายของสแกมเมอร์ข้ามชาติ “ลี ยงพัด” หรือนายพัด สุภาภา สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชา เจ้าพ่อธุรกิจมืดโอเสม็ด กัมพูชาและเครือข่ายก๊ก อาน เจ้าพ่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนสนิทฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ล่าสุดตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างประสานตำรวจสากลออกหมายแดงเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี ตามที่เสนอข่าวไปนั้นล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่กรมการปกครอง มีรายงานผลกรณีนายก๊ก อาน และบุตร ระบุว่า กรมการปกครองตรวจสอบข้อมูลทางลับจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานการข่าว พบว่านายก๊ก อาน บุคคลสัญชาติกัมพูชา มีตำแหน่งเป็น สว. ประเทศกัมพูชา ประกอบธุรกิจหลายประเภท อาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มกาสิโน ค้ามนุษย์ การฟอกเงิน สแกมเมอร์ ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายไทย และได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ ทั้งยังมีบุตร 3 ราย ที่ได้สัญชาติไทย ระบุว่ามีบิดามารดาเป็นบุคคลสัญชาติไทย ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงรายงานดังกล่าวระบุต่อว่า ได้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้รับความร่วมมือจากสำนักทะเบียนกรุงเทพมหานคร สำนักทะเบียนอำเภอและส่วนที่เกี่ยวข้องผลปรากฏว่า นายก๊ก อาน ได้รับให้มีถิ่นฐานในไทยโดยถูกต้องจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจริง แต่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ทำให้ใบถิ่นที่อยู่นั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ได้แจ้งให้สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านในวันที่ 12 พ.ย.68 และจะทำให้มีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทยกรมการปกครองระบุอีกว่า ส่วนบุตรนายก๊ก อาน 3 ราย ได้แก่ น.ส.จุรี คล่องกิจกล น.ส.ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่) และนายกิตติศักดิ์ คล่องกิจกล ตรวจสอบพบว่าได้สัญชาติไทยโดยทุจริต เนื่องจากแอบอ้างนำคนสัญชาติไทยที่ไม่ใช่บิดามารดาที่แท้จริง มาระบุเป็นบิดามารดาของตน ขณะที่มีการแจ้งการเกิดเกินกำหนด ณ สำนักทะเบียน อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ถือว่าบุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่แรก มีการยกเลิกสูติบัตรที่ได้แจ้งการเกิดโดยทุจริต และสำนักทะเบียนกลางได้แจ้งให้สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพฯ จำหน่ายชื่อบุคคลดังกล่าวออกจากทะเบียนบ้านแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 ปัจจุบันบุคคลทั้ง 3 ราย ถือเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายจากการแจ้งเกิดโดยทุจริตต่อไป ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ออกมากล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาสแกมเมอร์ รวมถึงเว็บพนัน มีการเชิญตำรวจที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น.ส.พิมพ์วิไล ปล้องอ่อน เข้าชี้แจง ขณะที่นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่รับปากจะเข้าชี้แจง รวมถึงนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มาชี้แจงทั้งคู่ บรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้นใช้เวลากว่า 5 ชม.น.ส.พิมพ์วิไลชี้แจงข้อซักถามเรื่องโอนเงินไปหลายครั้งให้ตำรวจใน จ.สงขลา ยอมรับว่า โอนผ่านจริง คนว่าจ้างให้โอนให้ติดต่อกับคนคนหนึ่งเรียกเก็บจากตนทุกวันที่ 5 และ 10 ของเดือน โดยจะโอนไปให้รองคนหนึ่ง เป็นนายตำรวจอยู่ในชุด PCT 4 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังได้ถามถึงเรื่องนักการเมืองท้องถิ่นในหาดใหญ่ การโอนเงินไปยังบัญชีที่มีเส้นเงินวิ่งต่อไปยังภรรยา พี่ชาย พี่สาว รวมถึงนายเวร อดีต ผบ.ตร. น.ส.พิมพ์วิไลตอบว่า ไม่รู้เหมือนกันด้านนายอัจฉริยะกล่าวว่า ช่วงที่อดีตรัฐมนตรีดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีการจับเว็บพนันคดีหวยแนน ยึดทรัพย์ 500 ล้านบาท อยากให้ติดตามคดีนี้เพราะสุดท้ายผู้ต้องหาออกมายิ้มแย้มแจ่มใสกันหมด อดีตรัฐมนตรีคนนี้ยังเคยออกมาตอบโต้ว่าไม่เคยตั้งตำรวจไปเก็บเงิน แต่มีเอกสารคำสั่งออกมามีชื่อตำรวจทำเอกสารปลอม ส่งข้อความไปยังธนาคาร และให้ธนาคารส่งไปถึงผู้ที่ถูกอายัดบัญชีที่เป็นบัญชีเว็บพนัน เรียกตบทรัพย์ 50% ในการปลดอายัดบัญชี เก็บค่าปลดอายัดบัญชี บัญชีละ 1 แสนบาท 500 กว่าบัญชี ใช้วิธีส่งไปธนาคาร มีเส้นทางการเงินว่านายชนนพัฒฐ์ รับเงินจากบอสตาล ผู้ต้องหาคดีเว็บพนัน 2 ล้านบาท ตั้งข้อสงสัยเป็นเงินค่าอะไร ทั้งหมดไม่ได้กล่าวร้ายใคร แต่อยากให้ติดตามตรวจสอบขณะที่ตัวแทน ปปง.ชี้แจง กมธ.ว่า จากการสอบสวนพบว่ามีเว็บจิมิ 88 และเว็บจิมิ 44 ชักชวนให้มีการเล่นการพนันและได้จริง จากคำให้การ นักการเมือง ช. เป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้ผลประโยชน์ มีการกดเงินสดจากเว็บพนันแล้วนำไปมอบให้นักการเมือง ช. เป็นผู้ดูแลและจัดการผลประโยชน์ โดยทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกับกลุ่มผู้ต้องหา ที่ ปปง.เคยอายัดทรัพย์มูลค่าหลายสิบล้านบาท ไม่น่าเชื่อว่าเป็นการทำธุรกรรมในลักษณะของผู้เล่น แต่เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ จากการตรวจสอบพบทรัพย์สินเบื้องต้น รถ 1 รายการ เงินสด 1 รายการ เงินในหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และหน่วยลงทุน 6 รายการ และยังมีที่ดิน ห้องชุด 61 รายการ รวมทั้งสิ้น 69 รายการ แบ่งเป็นของ นาย ช. 9 รายการ มูลค่า 36 ล้านบาท และผู้ที่เกี่ยวข้อง 60 รายการ คณะกรรมการมีมติให้ยึดอายัดทรัพย์ไว้ 69 รายการ รวมประมาณ 159 ล้านบาท ส่วนที่นาย ส. ทำธุรกรรมร่วมกับนาย ช. พบว่านาย ส.ได้ทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกับบุคคลที่ ปปง.อายัดทรัพย์ไว้มากกว่า 1 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนอีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงประเด็นที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. มองสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรอาชญากรรมใหญ่สุดในประเทศว่า ตนกับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ได้สืบสวนข้อเท็จจริงคดีของมินนี่ พบหลักฐานข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหา จากการที่ได้สืบสวนและส่งคดีไปที่ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นคดีของ ผบ.ตร. ขณะนั้น และคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าทำคดีตรงไปตรงมา ทำไปตามข้อเท็จจริงและตามพยานหลักฐาน การที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกมากล่าวหาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรมมันรุนแรงเกินไป ในฐานะส่วนหนึ่งที่ทำงานเรื่องนี้ ถือว่าได้รับความเสียหายด้วยการพูดแบบนี้ทำให้องค์กรขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อว่า อยากฝากเตือนถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำงานมารู้อยู่ว่าสิ่งใดที่ควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด ถ้าท่านไม่พอใจหรือเห็นอะไรไม่เป็นธรรม ไม่ควรไปยุ่งกับองค์กร ท่านควรมากล่าวหาพวกตนหรือชุดทำงานเพราะองค์กรไม่เกี่ยว องค์กรเปรียบเสมือนบ้าน เรามีปัญหาฟ้องร้องกันต้องดำเนินการกับพวกตน ไม่เกี่ยวกับองค์กรเพราะการกล่าวหาองค์กรเหมือนกับเผาบ้านตัวเอง คุณเนรคุณกับองค์กรตัวเอง เพราะองค์กรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางระบบ จะลากองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้อง มันรุนแรงเกินไป และอยากฝากถึงนายอัจฉริยะ การเข้าไปยุ่งกับผู้ต้องหาที่กำลังจะถูกดำเนินคดีเดี๋ยววันหนึ่งเมื่อถึงเวลา มีการชี้มูล เมื่อศาลพิพากษา ท่านจะโดดเดี่ยว ด้วยความหวังดี ถ้าออกห่างได้ก็ออกห่าง ไม่งั้นวันหลังท่านจะโดดเดี่ยว และอีกท่านหนึ่งก็อาจจะไปที่อื่นวันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล 5 ราย และนิติบุคคล 3 ราย ในเมียนมาและไทย กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานที่บังคับใช้แรงงานที่หลอกลวงการลงทุนทางออนไลน์ ทั้งนี้บริษัทและบุคคลของไทยที่ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตรในครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด และนายจามู สว่าง สัญชาติไทย หรือชื่อจีนว่า หยู เจี้ยนจุน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรชาวจีน รวมทั้งยังได้ร่วมมือกับ กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่