ในนิทานกริม (ยาค็อบ และวิลเฮล์ม กริมม์ เขียน อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล บริษัทต้นอ้อ 1999 จำกัด พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2542) เจ้ากระต่ายตัวในนิทานอีสปวิ่งแข่งกับเต่า ได้คู่วิ่งแข่งตัวใหม่ เป็นเม่น ผลเป็นไง? อ่านไปด้วยกันเช้าวันอาทิตย์อันปลอดโปร่ง ในฤดูเกี่ยวข้าว ดอกบักวีตกำลังบานสะพรั่ง แสงแดดจ้าสาดไปทั่ว ลมอุ่นพัดมาตามทุ่งนาปะทะต้นข้าว ผึ้งง่วนอยู่กับเกสรดอกไม้ ผู้คนกำลังแต่งตัวพากันไปโบสถ์ทุกชีวิตและทุกอย่างช่างมีความสุข เม่นตัวนั้นก็มีความสุขกับเขาเหมือนกันเม่นตัวที่ว่ากำลังยืนอยู่กลางประตูบ้านน้อยๆ แขนสองข้างกอดท้อง รู้สึกเบิกบานสำราญใจ มันฮัมเพลงออกมา เมียของมันกำลังอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกๆ มันก็เดินไปตามทรงสู่สวนผักกาด ก็พบกระต่าย ซึ่งรู้จักชอบพอกันดี“สวัสดี” เม่นทักทาย กระต่ายมองเม่นด้วยท่าทางยโส ไม่สวัสดีตอบ แต่ยังมีใจหลุดปากถาม “แกมีอะไรรึ จึงมาเตร่ในสวนแต่เช้า” “เดินเล่น” เม่นตอบ“เดินเล่น” กระต่ายทำเสียงเยาะเย้ย “แกใช้ขาของแกให้เป็นประโยชน์ดีกว่านี้ไม่ได้กระมัง”เม่นโกรธ ธรรมชาติสร้างขาของมันให้โก่งและสั้น แต่มันไม่ต้องการให้ใครเอามาดูหมิ่น มันอึ้งสองสามวินาทีแล้วพูด “แกนึกว่า ใช้ขาได้ดีกว่าฉันงั้นรึ?” “แน่นอน” กระต่ายตอบ“เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายมาก” เม่นพูด “ฉันแน่ใจว่า ถ้าเราวิ่งแข่งกัน ฉันจะชนะ”กระต่ายเห็นเป็นเรื่องตลก มันคิดว่าควรจะสั่งสอนเม่นเสียบ้าง“เป็นอันว่า เราจะวิ่งแข่งกัน ว่าแต่เราจะพนันเอาอะไรดี”“เหรียญทองอันหนึ่ง เหล้าองุ่นอีกขวดหนึ่ง” เม่นเสนอ “ตกลง” กระต่ายสนอง “เอ้า เราควรลงมือกันเสียเดี๋ยวนี้เลยทีเดียว” แต่เม่นอ้างยังไม่ได้กินมื้อเช้า ขอเวลาครึ่งชั่วโมง กระต่ายไม่ขัดข้องเม่นกลับบ้านบอกเมีย เมียตกใจ “กระต่ายขายาววิ่งเร็วเป็นพายุบุแคม เธอจะชนะได้อย่างไร”เม่นผัวหัวเราะ บอกให้เม่นเมียทำตามแผน ไปหมอบซุ่มอยู่ปลายร่องผักทางวิ่งของมัน ส่วนกระต่ายวิ่งอยู่อีกร่องข้างเคียงได้เวลาตามนัด “แกพร้อมหรือยัง” “พร้อมแล้ว” เม่นตอบ “เอ้าเตรียมตัว” กระต่ายร้อง “หนึ่ง สอง สาม วิ่ง...”กระต่ายกระโจนพรวดไปข้างหน้าเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ เม่นทำทีเป็นวิ่งสองสามก้าว แล้วก็หมอบแช่แน่นิ่งในร่องผัก กระต่ายวิ่งถึงปลายทาง หายใจฟืดฟาดเหมือนหัวรถไฟ เมียเม่นก็ยืนขึ้นในร่องติดกัน และตะโกน“ฉันถึงก่อนแล้ว”กระต่ายแทบไม่เชื่อสายตาไม่เชื่อหูตัวเอง เมียเม่นรูปร่างหน้าตาเหมือนผัวเม่นทุกกระเบียดนิ้ว มันได้แต่งง และพยายามทำความเข้าใจ แล้วออกปาก ขอวิ่งแก้ตัวใหม่ผลก็เป็นเช่นเดิม เมื่อกระต่ายวิ่งถึงปลายร่องผัก เมียเม่นก็ยืนขึ้น ร้องบอก ฉันถึงก่อน...กระต่ายยังไม่ยอมแพ้ ขอวิ่งใหม่ แล้วก็ขอวิ่งต่อ จนถึงรอบที่ 74 รอบนี้กระต่ายวิ่งไปได้ครึ่งร่องผัก ล้มตัวลงนอน หมดแรงวิ่งต่อเม่นได้เหรียญทองหนึ่งอัน เหล้าองุ่นหนึ่งขวด รางวัลของผู้ชนะ ลับตากระต่าย มันก็ชวนเม่นเมียกลับบ้าน ตั้งแต่วันนั้น กระต่ายก็หายยโส ไม่กล้าท้าเม่นวิ่งอีกนิทานเรื่องนี้มีคำสอนสองข้อ ข้อแรก อย่าหัวเราะเยาะผู้อื่นในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้ โดยไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ข้อสอง ถ้าท่านจะแต่งงาน จงแต่งกับผู้มีนิสัยใจคอเชื้อชาติเดียวกัน ถ้าท่านเป็นเม่น จงแต่งกับเม่นเรื่องเม่นวิ่งแข่งกับกระต่าย คนละเรื่องกับเกมเขมรไทยนะครับ เม่นผัวเมียเหมือนเขมรพูดจาภาษาเดียวกัน ส่วนไทยเหมือนคนบ้านแตกสาแหรกขาด พูดจาคนละภาษา รัฐบาลภาษาหนึ่งทหารภาษาหนึ่งเพราะเหตุนี้ล่ะกระมัง ชาวบ้านเขาจึงบ่นกัน รบด้วยอาวุธเราชนะ แต่แนวรบน้ำลาย เราแพ้.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม