อย่าเพิ่งฉลองกันเชียวกับอัตราภาษีตอบโต้ 19% ที่สหรัฐอเมริกาเคาะเรียกเก็บจากสินค้าไทย นี่ไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นข่าวร้าย เพราะที่ผ่านมาสินค้าไทยเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯเฉลี่ยแค่ 2% เท่านั้น แต่นี่เราถูกเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า แล้วคนไทยจะดีใจกับตัวเลข 19% ไปทำไมในเชิงจิตวิทยาการลงทุนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Anchoring Effect ผมไม่รู้จะหาคำแปลเป็นไทยให้ตรงความหมายเป๊ะๆว่าอะไร ถ้าเอาตามคำอธิบายในกูเกิลระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่การตัดสินใจได้รับอิทธิพลจาก “จุดอ้างอิง” หรือ “จุดยึด” ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องเลยจุดอ้างอิงซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องเลยในที่นี้ก็คือ อัตราภาษี 36% ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเรียกเก็บจากไทย ทำให้คนไปยึดติดกับตัวเลข 36% พอโดนเรียกเก็บ 19% เลยโล่งใจไปตามๆกัน โดยลืมไปว่าฐานเดิมเราเสียแค่ 2%คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมไทยแลนด์ที่ไปเจรจา แทนที่จะแถลง อธิบายให้เห็นภาพความจริง สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีแต่จะทรุดลงจากภาษี 19% แต่กลับโพสต์โซเชียลแสดงความดีใจ และยกย่องสหรัฐฯไปซะงั้นคุณพิชัยโพสต์โซเชียลมีเดียว่า การประกาศ Tariff rate ที่ 19% สะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รายได้ และโอกาสใหม่ๆให้กับประเทศไทยถ้า ปธน.ทรัมป์คิดถึงมิตรภาพของไทยจริง ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับสหรัฐฯมายาวนานกว่าใครในภูมิภาคอาเซียน ทำไมคิดตัวเลขภาษีเราเท่ากับกัมพูชาล่ะครับ หนำซ้ำต้องถือว่ากัมพูชาต่อรองได้เรตดีกว่าไทยด้วย เพราะเดิมถูกขู่เก็บ 49%ทรัมป์อยากได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ บีบให้ไทยกับกัมพูชาสงบศึก ขู่ถ้าไม่หยุดยิงจะไม่เจรจาภาษี สุดท้ายเคาะ 19% เท่ากันทั้งสองประเทศ ต่างกันที่ตัวเลขนี้ไทยแลกมาด้วยชีวิตของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหยื่อสงครามและทหารไทยที่ถูกทหารเขมรยิงถล่มลองคิดย้อนกลับไปถ้าวันนั้นไทยแกล้งล้มโต๊ะเจรจาหย่าศึก ลองเชิง ปธน.ทรัมป์ที่อยากได้รางวัลโนเบลดูบ้าง สหรัฐฯจะกดตัวเลขภาษีให้ไทยน้อยกว่านี้ไหมนะเวทีการเมืองไม่ว่าจะในประเทศหรือระดับโลก เรื่องมิตรภาพก็แค่คำหวานฉากหน้า แท้จริงดีลกันด้วยผลประโยชน์ล้วนๆ ผู้นำหลายประเทศที่เคยหงุดหงิดโมโหทรัมป์ กล่าวซะดิบดีจะรวมตัวกันโดดเดี่ยวสหรัฐฯ เอาเข้าจริงก็วิ่งไปจูบก้นทรัมป์กันเป็นแถว แล้วประเทศเล็กๆอย่างไทยจะเอาอำนาจอะไรไปต่อรอง19% อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับคุณพิชัย เพราะดีกว่าการเจรจาครั้งแรกที่หน้าแหกกลับมามือเปล่าไร้ข้อสรุป แต่สำหรับประเทศไทยไม่ใช่ข่าวดี นับแต่นี้ผู้ส่งออกต้องดิ้นสู้ทุกทางให้อยู่รอด จากที่เคยเสียภาษี 2% ต้องมาจ่ายถึง 19% ทุนหายกำไรหด แถมผู้บริโภคชาวอเมริกันก็จะซื้อสินค้าน้อยลงเพราะราคาแพงขึ้น 19% อาจสู้ได้กับประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ผู้ส่งออกไทยต้องสู้กับคู่แข่งทั่วโลก จะหาทางผ่านวิกฤตินี้ไปอย่างไรเอสเอ็มอีไทยก็ต้องสู้กับสินค้าจีนราคาถูกที่หนีตายถาโถมเข้ามาในไทย รัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร แม้ที่ผ่านมา คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ลุยปราบอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ สกัดสินค้าคุณภาพต่ำจากจีนที่มาดัมพ์ตลาดได้จำนวนมาก แต่สู้อยู่หน่วยงานเดียวก็ยากต้านทาน ถึงเวลาต้องทำให้เป็นวาระแห่งชาติ บูรณาการทุกหน่วยงานช่วยกันอัตราภาษีใหม่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.นี้ ในขณะที่เงื่อนไขต่างๆที่รัฐบาลไปเจรจาไว้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด รองนายกฯพิชัยบอกว่า รายละเอียดทั้งหมดของสินค้าต่างๆที่ถูกเรียกเก็บภาษีจะต้องใช้เวลาทำมากกว่า 1 เดือน ส่วนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาก็ยังไม่มีกำหนดคลอดทิ้งให้ผู้ประกอบการสู้แบบไม่รู้ชะตากรรม."ลมกรด"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม