จากประเด็นฉนวนกาซาที่เคยเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น “ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้อธิบายมาเพิ่มเติมว่า กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาส กำลังใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม“ความช่วยเหลือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนในฉนวนกาซา ทว่าความช่วยเหลือส่วนใหญ่กลับไม่ถึงมือประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสฉวยโอกาสนำไปใช้ประโยชน์อยู่เสมอมา นั่นเป็นความจริงอันน่าวิตกที่เกิดขึ้นแล้วจากการสมรู้ร่วมคิดของสหประชาชาติ”วิกฤติด้านมนุษยธรรมในกาซานอกจากจะเป็นผลโดยตรงจากสงคราม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ฮามาสจงใจสร้างความทุกข์ยากต่อพลเรือน เพื่อรักษาอำนาจ สร้างความเห็นใจจากนานาชาติ และกดดันอิสราเอลในทางการทูต การที่สหประชาชาติยังคงดำเนินงานผ่านช่องทางที่ฮามาสควบคุมอยู่นั้น ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังให้ความชอบธรรมแก่ฮามาสในการกระทำดังกล่าวอีกด้วยความช่วยเหลือที่ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนของโลกตะวันตก ซึ่งควรแจกจ่ายให้ประชาชนอย่างเสรี กลับถูกฮามาสยึดไปเป็นจำนวนมาก เพื่อกักตุน และขายให้ประชาชนที่เดือดร้อนในราคาสูงเกินจริง กำไรที่ได้จะนำไปใช้เป็นทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อการร้าย รวมถึงจ่ายเงินเดือนให้บรรดาผู้ก่อการร้าย และจัดหาอาวุธที่ไม่เพียงนำมาใช้เพื่อโจมตีอิสราเอล แต่ยังใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่เห็นต่างในฉนวนกาซาด้วยมีหลักฐานรวมถึงรายงานจากฉนวนกาซาที่บ่งชี้ว่า ฮามาสใช้วิธีโหดร้าย เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการยิงพลเรือนที่พยายามเข้าถึงอาหารหรือยารักษาโรค โดยไม่ได้ผ่านช่องทางของฮามาส ในขณะที่สหประชาชาติยังคงพึ่งพาเครือข่ายการจัดส่งความช่วยเหลือที่ครอบงำโดยฮามาสเช่นเดิมในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลอนุญาตให้รถบรรทุกความช่วยเหลือหลายร้อยคันเข้าไปในฉนวนกาซา ตามพื้นที่และเส้นทางที่กำหนด โดยประสานงานกับสหประชาชาติให้ดูแลจัดเก็บและแจกจ่ายต่อไปแต่กลับพบว่ารถบรรทุกจำนวนมากยังคงจอดนิ่งอยู่ โดยที่สิ่งของภายในไม่ถูกแตะต้องแต่อย่างใด ดังนั้น อิสราเอลจึงระงับการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ...เรื่องนี้ยังไม่จบ ไว้ขอเล่าต่อวันพรุ่งนี้ครับ.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม