ตำรวจไซเบอร์รวบแก๊งตุ๋นเงินบริษัทพลังงานไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นกว่า 228 ล้านบาทหลังวางแผนตั้งชื่อบริษัทให้คล้ายกับคู่ค้าแจ้งเหยื่อเปลี่ยนบัญชีโอนเงิน หลงเชื่อสูญเงินก้อนโตเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ของไทย ต่อมาผู้เสียหายประสานทางการไทยตรวจสอบขยายผลจับกุมผู้ต้องหา 6 คน หลบหนีอีก 2 คน พร้อมอายัดเงินทัน 215 ล้านบาท ส่งคืนเจ้าของบริษัทญี่ปุ่นตำรวจรวบแก๊งตุ๋นเงินบริษัทของญี่ปุ่น รวบผู้ต้องหา 6 คนรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 9 ก.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท.1 ร่วมแถลงปฏิบัติการตามคืนเงินเหยื่อ 215 ล้านบาท มีผู้ต้องหาคนไทยร่วมกับชาวต่างชาติ หลอกบริษัทดังในญี่ปุ่นทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าโอนเข้าไทยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ตำรวจไซเบอร์รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญงานติดตามและสืบค้นการทุจริตอาวุโสของธนาคารพาณิชย์ของไทยทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันทุจริต ฝ่ายระบบ Swift (ระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ) รับแจ้งจากธนาคารชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นว่า พบบัญชี Fraud (การฉ้อโกงทางการเงิน, การฉ้อโกงทางอินเตอร์เน็ต Cyber Fraud) ผ่านหน่วยเงินโอนต่างประเทศ ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบพบว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่เกิดเหตุบริษัทชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า มีคำสั่งโอนเงินไปที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าของประเทศเกาหลีใต้เพื่อทำการค้าระหว่างกัน บริษัทดังกล่าวถูกหลอกลวงให้โอนเงินเข้ามาที่บัญชีธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นเงินจำนวน 228,543,909 บาทแนวทางการสืบสวนตรวจสอบพบว่า หลังการโอนเงินมีนายวีรกานต์ คำทองยศ อายุ 36 ปี ถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารในประเทศไทยจำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13 ล้านบาท ภายหลังธนาคารรับแจ้งว่าเป็นบัญชีที่รับโอนเงินจากการกระทำการผิดกฎหมายทำการอายัดบัญชีก่อนประสานมายังตำรวจไซเบอร์ จากนั้น พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท.1 พร้อมชุดสืบสวนพบข้อมูลว่า บริษัทคู่ค้ามีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ถนนเคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจขายรถยนต์มือสอง มีกรรมการบริษัท 3 คน ประกอบด้วย นายวีรกานต์ คำทองยศ อายุ 36 ปี ชาวกรุงเทพฯ น.ส.วิลัยพร รักชาติ อายุ 24 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายอนุชา รักชาติ อายุ 35 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภูพล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวอีกว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเจตนาตั้งชื่อเลียนแบบบริษัทของประเทศเกาหลีเป็นคู่ค้ากับบริษัทประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างความสับสน เมื่อคู่ค้าตกลงทำธุรกรรมกันกลุ่มมิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมที่มีข้อมูลคล้ายกับของจริง และเปลี่ยนเลขบัญชีธนาคารปลายทางให้คล้ายกับชื่อบริษัทของจริง จากนั้นแจ้งเจ้าหน้าที่ของบริษัทญี่ปุ่นว่า บริษัทของตนเปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทญี่ปุ่นหลงเชื่อโอนเงินให้กว่า 228 ล้านบาท รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับกรรมการบริษัททั้ง 3 รายจับกุมนายวีรกานต์ ในพื้นที่หลักสี่ กรุงเทพฯ ส่วน น.ส.วิลัยพรและนายอนุชา รวบตัวใน อ.สามพราน จ.นครปฐมขณะที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.1 สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมพบหลักฐานยังมีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ชื่อนายแอนเนส อิธบูชิ อายุ 41 ปี ชาวไนจีเรีย มีภรรยาชาวไทยชื่อ น.ส.พิญญานันท์ ทิพย์คำทองยศ อายุ 47 ปี พักอาศัยอยู่ย่านลาดกระบัง กรุงเทพฯ ชาวไนจีเรียรายนี้เป็นผู้ใช้ให้นายวีรกานต์เปิดบริษัทต่างๆ และเปิดบัญชีธนาคารเป็นชื่อบริษัทดังกล่าว ก่อนหน้านี้ จับกุม น.ส.พิญญานันท์ สารภาพโอนเงินจำนวนกว่า 228 ล้านบาทเข้ามาที่บัญชีนายแอนเนสเป็นผู้ส่งข้อมูลภาพใบแจ้งหนี้ของบริษัทที่โอนเงินมาให้ตนเองผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ก่อนส่งภาพดังกล่าวให้นายวีรกานต์นำไปประกอบเพื่อยืนยันกับธนาคารในการถอนเงินนอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่า นายวีรกานต์เตรียมนำเงินจำนวน 100 ล้านบาทผ่านไปยังบัญชีธนาคารของบริษัท มิลเลียน มิกซ์ จำกัด ประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง มีนายภูริพัฒน์ บริรักษ์คูเจริญ อายุ 58 ปี ชาวกรุงเทพฯ และนายสุเมศย์ รักน้อย อายุ 51 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี เป็นกรรมการบริษัท รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 3 ราย ประกอบด้วย นายแอนเนส ชาวไนจีเรีย นายภูริพัฒน์ และนายสุเมศย์ ต่อมาตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัท มิลเลียน มิกซ์ จำกัด ตั้งอยู่ชั้น 13 ของอาคารแห่งหนึ่ง ย่านถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ จับกุมนายภูริพัฒน์พร้อมของกลางตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีเงินฝาก และเอกสารสำคัญต่างๆสอบสวนนายภูริพัฒน์ให้การว่า รู้จักสนิทสนมกับชายผิวสีรายหนึ่งชื่อนายอิบราฮิม อายุ 51 ปี ชาวกานา ติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ว่า ตอนนี้ไม่ได้อยู่ประเทศไทยให้ช่วยรับเงินที่โอนตรงจากบริษัทในประเทศญี่ปุ่น เมื่อรับโอนเงินเรียบร้อยแล้วจะจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่รับโอน ตนแจ้งว่าต้องให้ทางบริษัทญี่ปุ่นติดต่อโดยตรงเท่านั้น ก่อนที่นายอิบราฮิมขอยกเลิกไปโดยไม่มีเหตุผล กระทั่งตำรวจจับกุมนายอิบราฮิมเป็นตัวการสำคัญในขบวนการนี้ในพื้นที่ จ.นนทบุรีพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 กล่าวว่า คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิด 8 คน จับกุมแล้ว 6 คน ส่วนที่เหลืออีก 2 คน ชื่อนายแอนเนส อิธบูชิ ชาวไนจีเรีย และนายสุเมศย์อยู่ระหว่างติดตามตัว ตรวจสอบยังพบว่ายังมีอีกกว่า 10 บริษัทที่ถูกกลุ่มขบวนการสวมรอยในลักษณะเดียวกัน อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มขบวนการเดียวกันนี้หรือไม่ ภายหลังตำรวจชุดสืบสวนดำเนินการติดตามอายัดเงินจากบัญชีคนร้ายทั้งสิ้นจำนวน 215 ล้านบาท ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินในบัญชี พบว่าเป็นเงินของผู้เสียหายจากการถูกคนร้ายในกลุ่มขบวนการนี้หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชี ตำรวจไซเบอร์ประสานผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นเพื่อคืนเงินที่อายัดไว้เป็นเช็คเงินสด 215 ล้านบาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่