พระประธานขนาดหน้าตักราวสามศอก ลงรักปิดทองคร่ำคร่าในโบสถ์ (หลังเก่า) วัดใกล้บ้านผม ปากคลองบางเรือหัก ปากอ่าวแม่กลอง ชื่อวัดประทุมคณาวาส ครับผมรู้บาลีงูๆปลาๆ เอาศัพท์ประทุมกับคณ...มารวมกัน แปลเป็นวัดกอบัว เมื่อนึกวัดไผ่แดง ที่อ่านจาก “ไผ่แดง” ของอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ตอนนั้น พ.ศ.2504 ผมก็อยากให้ท่านขลัง...ไม่ถึงขั้นพูดได้กับสมภารกร่าง ก็ขอแค่ขลังอะไรสักอย่างแต่ท่านก็ไม่ขลังถึงขั้นนั้น แค่แสดงปาฏิหาริย์ให้พระหนุ่มๆ หลวงพี่อุดม (ต่อมาเป็นสมภาร) ยกท่านขึ้นจากฐาน อุ้มได้ด้วยสองมือเปล่า ทำเอาเจ้าเณรตาค้างความลับที่เพิ่งรู้ หลวงพ่อไม่ได้หล่อด้วยทองเหลือง แต่ท่านเป็นพระที่สานด้วยไม้ไผ่ปี พ.ศ.ที่ท่านเจ้าบัว พระวินัยมุนี (อ้อ!ชื่อวัดมาจากสมภารองค์นี้เอง) ท่านเริ่มสร้างวัด ผู้ใหญ่เล่าว่าชาวบ้านเกาะสานพระ (ชื่อตอนนั้นตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเกาะศาลพระแล้ว) อยู่ราชบุรี ขึ้นชื่อฝีมือจักสานตอกเป็นองค์พระ เมื่อลงรักปิดทองแล้ว งดงามไม่แพ้พระหล่อจากสำริดเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียกท่าน หลวงพ่อสาน มีปัญหาหนักเบาอะไร ก็ไปกราบไหว้บนบานขอต้นเหตุที่ผมเห็นท่านปาฏิหาริย์ทำวิชาตัวเบาให้พระหนุ่มอุ้มได้ มาจากตอนนั้น ขโมยมางัดกุญแจโบสถ์ลักเอาพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยไป หลวงพี่ดมระดมพระหนุ่มเณรน้อยนอนเฝ้า กลัวขโมยจะย้อนมาขโมยท่านไปเสียต่อมาเห็นเหนื่อยแรงนัก ท่านหาพระประธานองค์ใหม่ได้ ท่านก็นิมนต์หลวงพ่อสาน ไปเก็บไว้ในกุฏิ เป็นอันว่าหลวงพ่อสาน เป็นพระรักพระหวง ถึงขั้นสมภารนอนเฝ้าประเด็นที่ผมเขียนในวงเล็บ บ้านเกาะสานพระ เปลี่ยนเป็น เกาะศาลพระ ผมก็เข้าใจแบบชาวบ้าน เรื่องชื่อที่เป็นคำพ้องเสียง เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัยแต่เรื่องความเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ตื้นเขินแค่นั้น ส.พลายน้อย ให้ความรู้ไว้ในหนังสือ เกร็ดภาษาหนังสือไทย (พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2560) ว่า ใน “พระสมุดพระราชกำหนดบทพระไอยการ รัชกาลที่ 1 ที่เรียกฉบับตราสามดวง พบคำว่า “สาน” (ซึ่งเดี๋ยวนี้เขียนว่าศาล) เขียน ส สระอา น สะกด ตลอดทุกเล่มสมุดจะว่าเผลอไม่ได้ จะว่าอาลักษณ์แลราชบัณฑิตในรัชกาลที่ 1โง่ ไม่รู้ว่าสานกับศาลา คำเดียวกันกระนั้นหรือ? ถ้าท่านไม่ว่าเขาโง่ ก็อาจสะกิดใจว่าเขาอาจเขียน สาน ผิด กับศาลาเมื่อเกิดสะกิดใจก็นึกแน่เอาทีเดียวว่าคำว่าสาน ไม่ใช่คำแขก มาจากศาลา ดีร้ายจะเป็นคำไทยเก่า ซึ่งเราลืมกัน คิดได้ก็ลองค้นคำไทยเก่าสมัยไม่มีสันสกฤตปน ก็พบคำคำหนึ่งคือ ฉาน สาน แปลว่า เรือนจึงพอจะยืนยันได้ คำ สานหลวง ที่อาลักษณ์เขียนในสมัย ร.1 คำเดิมแปลว่าเรือนใหญ่ สานเจ้าก็คือเรือนเจ้าตัวอย่างดังกล่าว แสดงว่าเรื่องภาษาสลับซับซ้อนมาก มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ทั้งจากคนรู้ และคนไม่รู้อย่าง คำ สาน (ส.เสือ สระ อา น หนู สะกด) คนอาจไม่รู้ว่าหมายถึงเรือน รู้แต่ว่าสานคำนี้ หมายถึง สานเสื่อ จักสาน หรือถ้าจะรู้มากขึ้นไปว่าหมายถึงหมา ก็แปลคำว่า “สานหลวง” ไม่ได้ก็ต้องมองหาคำอื่นที่ใกล้เคียงกัน พบคำว่า “ศาลา” ดูเข้าเค้า ก็เลยเปลี่ยนคำว่า “สาน” ที่แปลไม่ได้ มาเป็น “ศาล” คำไทยก็เลยหมดทางใช้ เพราะเอาภาษาแขกมาใช้แทนอ่านถึงตอนนี้ ผมนึกถึงหน้าแรกๆตอนเข้าเรียนบาลี มีประโยคสะดุดฝังใจ...เรื่องภาษาไม่ว่าจะมีไวยกรณ์ ธาตุ วิภัติ ปัจจัย ฯลฯอย่างไร แต่เมื่อเป็นภาษานิยม คือพูดแล้วเข้าใจกัน ถือเป็นอัน “ใช้ได้”สรุป ภาษาก็เป็นเรื่องสมมติร่วมกัน เข้าใจให้ตรงกัน เช่นคำ “ศาล” วันนี้สมมติให้เป็นสถาบันที่เปรียบเป็นขื่อแปของบ้านเมือง ท่ามกลางความวุ่นวายของบางบ้านเมืองใกล้ๆ ใจหาย! มีคนบ่นว่าเหลือศาลอยู่สถาบันเดียว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม