ในวันที่ 1 พ.ค. นอกจากจะตรงกับวันแรงงานสากลแล้ว ยังตรงกับวันสถาปนาประเทศอิสราเอล ซึ่งสำหรับปีนี้มีกำหนดครบรอบ 77 ปี“ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวถึงวันสำคัญครั้งนี้ว่า เป็นเวลาที่เราชื่นชมยินดีต่อมิตรภาพที่มีร่วมกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับราชอาณาจักรไทยที่มีสายสัมพันธ์อันล้ำค่า แน่นแฟ้นและยั่งยืน แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ผสมผสาน ด้วยเหตุที่เรายังคงเผชิญกับผลกระทบจากโศกนาฏกรรม 7 ต.ค.แม้ว่าเราจะสามารถนำตัวประกันกลับบ้านได้หลายคนแล้ว แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดจากความจริงที่ว่าตัวประกันอีก 59 คนยังคงถูกควบคุมอยู่ในฉนวนกาซา รวมถึงแรงงานไทย 3 คน โดยที่สองคนได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนอีกหนึ่งคนยังไม่ทราบชะตากรรม การสูญเสียครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างลึกซึ้ง และชาวอิสราเอลทั่วประเทศยังคงรำลึกถึงทุกคนด้วยความเคารพอาลัยถึงจะเผชิญกับความท้าทายนานา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและอิสราเอลยังคงแน่นแฟ้นและก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง มิตรภาพของเราสะท้อนให้เห็นได้จากความร่วมมือในโครงการต่างๆ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และมิตรภาพในหมู่ประชาชน เห็นได้ชัดว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ความร่วมมือในหลายภาคส่วน ได้เติบโตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง อันเป็นผลมาจากการมีเป้าหมายร่วมกัน ที่ขับเคลื่อนด้วยการนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมซึ่งกันและกันโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีอาหาร ในขณะที่โลกกำลังแสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์เพื่อเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้น อิสราเอลได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมทางการเกษตร โปรตีนทางเลือก เกษตรแม่นยำ และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่ไทยมีทรัพยากรการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ การจับมือกันในภาคส่วนนี้จึงดำเนินไปต่อเนื่องและมีศักยภาพหัวใจของความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิสราเอล–ไทยที่จะมองข้ามมิได้ คือแรงงานไทยในอิสราเอล ด้วยความขยัน อดทน ทักษะที่ยอดเยี่ยม แรงงานไทยจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการเกษตร อิสราเอลซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งต่อความทุ่มเทและไมตรีที่แรงงานไทยทุกคนมอบให้.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม