นับวันประเทศไทยยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์รุนแรงมากขึ้นแต่กลับขาดระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนมาโดยตลอดถ้าย้อนดูเหตุการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่ต้องเผชิญมาตั้งแต่ “คลื่นสึนามิปี 47” มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และทรัพย์สินเสียหายอย่างหนัก “น้ำท่วมใหญ่ปี 54” ก็ทำให้หลายจังหวัด และกรุงเทพฯได้รับผลกระทบมากมาย “น้ำป่าไหลหลาก” ทำลายบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานเสียหายทุกๆปีแม้แต่เหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะอย่าง “เหตุกราดยิงใน จ.นครราชสีมา หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน จ.หนองบัวลำภู” เป็นโศกนาฏกรรมมีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก และล่าสุดก็มาเจอ “แผ่นดินไหวในเมียนมา” แรงสั่นสะเทือนแผ่มาถึงพื้นที่กรุงเทพฯ จนอาคาร สตง.กำลังก่อสร้างใหม่ถล่มลงมาเสียหายทั้งหลัง หากถอดบทเรียนความสูญเสียนี้ล้วนเกิดจากการขาดระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่อาจรับรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดการเตรียมรับมือกับสถานการณ์นั้น ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะ วิทยาการจัดการ ประธานหลักสูตรสาขาวิชานวัตกรรมการจัดการการสื่อสาร ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา บอกว่าย้อนดูสมัยอดีตการสื่อสารแจ้งเตือน “ประชาชนในภาวะฉุกเฉิน-ภัยพิบัติ” ปกติแล้วภาครัฐมักจะใช้ช่องทางการสื่อสารของตนเอง และใช้การแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ อันเป็นวิธีที่สำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนให้รับรู้ถึงเหตุการณ์ เพื่อการเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้า แล้วช่องทางการสื่อสารนั้นก็มีข้อจำกัดไม่อาจตอบสนองทันต่อสถานการณ์คับขันได้ อย่างกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น ทำให้ประชานไม่สามารถหลีกเลี่ยงรับมือสถานการณ์ได้ทันในปัจจุบันแม้จะมีช่องทางรับข่าวสารเพิ่มมากขึ้น “ผ่านระบบ SMS แจ้งเตือนภัย” แต่มีปัญหาว่ามีความเสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทางส่งข้อความหลอกลวง แจ้งข่าวปลอม หรือการขอข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ไม่หวังดีทำให้การส่งข้อความนั้นเป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนตกใจมากขึ้นหากไม่สามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องจากข้อความหลอกลวงจะเกิดความสับสนลงมือทำบางอย่างโดยไม่จำเป็นจนสถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมก็ได้ด้วยเหตุที่ว่า “การเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน” ประชาชนมักรอรับฟังการสื่อสารจากภาครัฐว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ปัจจุบันปรากฏพบผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉุกเฉินแก่ประชาชนคือ Social Media ที่มีทั้งข้อมูลถูกต้อง ข้อมูลบิดเบือน หรือข้อมูลเป็นเท็จ ส่งผลให้ประชาชนต้องคัดกรองข่าวสารว่าสิ่งใดเชื่อถือได้ และสิ่งใดเชื่อถือไม่ได้กลายเป็นว่าข้อมูลน่าเชื่อถือในเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินมาจาก “สื่อมวลชนคอยทำหน้าที่ส่งข่าวสารสำคัญแก่ประชาชน” ทั้งที่ภาครัฐควรเป็นผู้ให้ข้อมูลก่อนช่องทางอื่นที่ทำได้หลายช่องทางแบบผสมผสานไปพร้อมกันด้วยการเตรียมชุดข้อมูลไว้ล่วงหน้า “ไม่จำเป็นต้องรอให้เหตุเกิดก่อนแล้วค่อยมาคิดจะสื่อสารอะไร” ดังนั้นภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ เพื่อให้กระบวนการสื่อสารแจ้งเตือนประชาชนสามารถช่วยชีวิตให้รอด หรือลดความสูญเสียจากเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงทีถ้าเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ “กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง” มักจะใช้ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast Service : CBS) เพราะเป็นระบบแจ้งเตือนเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน อุทกภัย วาตภัย เหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่จะสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องไม่ว่าจะเป็นของผู้ให้บริการเครือข่ายรายใดก็ตามแม้แต่โทรศัพท์มิได้เปิดหน้าจอก็แสดงผลได้ ซึ่งหลายประเทศนำไปใช้กรณีภาครัฐต้องการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ฝนตกหนัก น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่ ครอบคลุมตามเสาสัญญาณเครือข่ายได้ทราบเป็นวงกว้างพร้อมกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเกิดเหตุอะไร ควรปฏิบัติหลีกเลี่ยงอย่างไร อันเป็นเสมือนคู่มือฉบับย่อจริงๆแล้วรูปแบบ Cell Broadcast Service สามารถแจ้งเตือนได้หลายระดับตั้งแต่ “การแจ้งเตือนระดับชาติ (National Alert)” หากเกิดเหตุฉุกเฉินมีความจำเป็นต้องสื่อสารกับคนทั้งประเทศ “การแจ้งเตือนระดับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Alert)” กรณีเกิดภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วมฉับพลัน หรือภัยจากคนร้ายโดยสามารถกำหนดพื้นที่ที่ครอบคลุมเฉพาะจุดเสี่ยงต่อเหตุการณ์นั้นได้ “ระดับการแจ้งเตือนคนหาย (Amber Alert)” เมื่อเด็กหาย คนหาย หรือเกิดเหตุลักพาตัวก็สามารถแจ้งเตือนครอบคลุมเฉพาะในพื้นที่นั้นให้ทราบข่าวเฝ้าระวัง และช่วยภาครัฐหากพบบุคคลสูญหาย หรือคนร้ายก็แจ้งให้ทางหน่วยราชการทราบได้ อันมีข้อดีคือ “ภาครัฐสื่อสารโดยตรงกับประชาชน” สร้างความเข้าใจร่วมกับเหตุการณ์ได้รวดเร็วทันท่วงที เพราะทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมักมีข่าวสารเท็จสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนผ่านออนไลน์มากมายทำให้เกิดความเข้าใจผิดอาจจะนำไปสู่ “เหตุการณ์อันตรายมากกว่าเดิม” ดังนั้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยการเตรียมตัวล่วงหน้าสามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนในระหว่างเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งในต่างประเทศได้นำระบบ Cell Broadcast Service มาใช้หลายปีแล้ว“ประเทศไทยควรรีบนำระบบเตือนภัยมาใช้ในการสื่อสารเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เมื่อนำระบบมาใช้แล้วภาครัฐต้องกำหนดกรอบวัตถุประสงค์เพื่อเตือนภัยให้ชัดเจน ไม่ควรถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นอย่างเช่น การส่งข้อความสวัสดีปีใหม่ หรือสวัสดีวันสงกรานต์ เพราะจะทำให้ระบบเกิดความไม่น่าเชื่อถือได้” ผศ.ดร.สิงห์ ว่าตอกย้ำถอดบทเรียน “เหตุการณ์ฉุกเฉินในประเทศไทย” ที่จะนำไปสู่การวางแผนเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์นั้น “ภาครัฐต้องจัดทำคู่มือการสื่อสารกับประชาชน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่จะขึ้น ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อะไร มีผลกระทบอย่างไร ควรปฏิบัติตัว แบบใดในการป้องกันชีวิต และทรัพย์สินเพราะอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น “จะสามารถนำชุดข้อมูลที่เตรียมไว้มาสื่อสารกับประชาชน” เช่นนี้ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดก็ส่งข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที เพื่อนำไปสู่การป้องกันการตื่นตระหนก หรือยับยั้งข้อมูลข่าวเท็จ อันจะก่อความเข้าใจผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตย้ำว่าระบบแจ้งเตือนภัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย” ที่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และมีความแม่นยำทันเวลาเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม