กองทัพเรือยันผลักดันแก๊งจีนมือบอนรื้อรั้วลวดหนามชายแดนตราดออกนอกพื้นที่แล้ว หลังบุกรื้อรั้วโดยพลการทำให้กัมพูชาขนของเตรียมกลับเข้ามาเหมือนเดิม โฆษก ทร.ย้ำไทยไม่ได้เสียพื้นที่ พร้อมคุมเข้มตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ด้าน “บิ๊กเล็ก” ชี้แม้สถานการณ์ชายแดนฝั่งสระแก้วยังปกติ แต่ไม่มีนโยบายเปิดด่าน ย้ำหากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง จ่อปิดด่านยาวจากกรณีเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ชาวจีนที่เปิดร้านค้าอยู่บริเวณชายแดนไทย—กัมพูชา ฝั่ง ต.เวียลเวล จ.โพธิสัตว์ ติดชายแดนบ้านทมอดา อ.เมืองตราด เข้ามารื้อรั้วลวดหนามที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) นำมากั้นแนวชายแดนเพื่อควบคุมพื้นที่ และเมื่อทหารเข้าไปเจรจา ชาวจีนก็ขอนำลวดหนามไปไว้ด้านหลังร้าน ต่อมาช่วงเช้าวันที่ 16 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวกัมพูชาบางส่วนได้ขนสัมภาระและสิ่งของเพื่อกลับเข้ามายังพื้นที่ หลังทราบข่าวว่ามีการยินยอมย้ายลวดหนามไปไว้ด้านหลังร้านของชาวจีน แต่ต้องผิดหวัง เมื่อมาเจอทหารเข้าล้อมรั้วลวดหนามใหม่อีกครั้ง และมีการตรึงกำลังอยู่ตามแนวลวดหนาม จนไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ต่อมาพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษก กองทัพเรือ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลุ่มบุคคลที่รื้อถอนแนวรั้วลวดหนามเป็นชาวจีน ประกอบธุรกิจอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยได้รื้อแนวรั้วบางส่วนเพื่อเข้าไปนำทรัพย์สิน ของตนออกจากอาคารร้านค้าบริเวณแนวลวดหนามนั้น เมื่อฝ่ายทหารตรวจพบ จึงเข้าไปยับยั้งและให้หยุดการกระทำดังกล่าว เบื้องต้นไม่พบเจตนาที่จะละเมิดการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการกระทำโดยพลการ และส่งผลกระทบต่อมาตรการควบคุมพื้นที่ด้านความมั่นคงของรัฐ จึงตักเตือนและทำความเข้าใจกับชายชาวจีนกลุ่มดังกล่าวโฆษกกองทัพเรือระบุอีกว่า นอกจากนี้ ฉก.นย.ตราด ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ในทันที ดำเนินการผลักดันบุคคลดังกล่าวออกจากพื้นที่ตามขั้นตอนที่เหมาะสม พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงแนวรั้วลวดหนามให้กลับสู่สภาพเดิมและมั่นคงขึ้นโดยเร็ว เพื่อคงไว้ซึ่งความชัดเจนของแนววางกำลังและความต่อเนื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยที่มั่นทางทหาร ตลอดจนกำหนดมาตรการควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก กองทัพเรือยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมระหว่างสองประเทศ โดยไทยยังคงยึดมั่นในหลักการตาม Joint Statement ที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อธำรงเสถียรภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องวันเดียวกันที่ จ.สระแก้ว พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการ พล.ร.2 รอ. และผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา มาติดตามสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน พร้อมรับฟังรายงานจากหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา ก่อนเข้าตรวจความเรียบร้อยของการปฏิบัติการทางทหาร บริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ตามแนวรั้วลวดหนามชายแดนติดกับบ้านบึงตะกวน ฝั่งกัมพูชา แล้วเดินทางต่อไปยังบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง เข้าพบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รับฟังรายงานความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนจากเหตุปะทะชายแดน และเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมอบสิ่งของเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ใหญ่บ้านและชุด ชรบ.ในพื้นที่พล.อ.ณัฐพลให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ ของการปะทะรอบที่ 3 ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่หากทุกฝ่ายพยายามรักษาบรรยากาศและใช้สันติวิธี โอกาสดังกล่าวก็จะยืดออกไป แต่หากฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบรับข้อตกลง อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเร็วขึ้น ยืนยันว่ากองทัพพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ แต่หากจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย ก็พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนสถานการณ์ชายแดนในจังหวัดสระแก้วขณะนี้อยู่ในภาวะปกติ ระดับรัฐบาลยังเดินหน้าเจรจาแบบทวิภาคี ขณะที่กองทัพในพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลา ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเปิดด่านชายแดน เป็นเพียงคำกล่าวจากกัมพูชาเท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ การเปิดด่านคงใช้เวลาอีกนานอย่างไรก็ตาม ผลจากการปิดด่านทำให้เจ้าหน้าที่ จับกุมคนลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 15-16 ม.ค.จับกุมคนไทยขณะลอบข้ามแดนเข้าไทยได้ 2 ชุด ชุดแรก 6 คน บริเวณไร่อ้อย ระหว่างจุดตรวจอรัญประเทศที่ 58-59 บ้านโนนสาวเอ้ หมู่ 2 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และชุดที่สอง 35 คน ขณะเดินลัดเลาะระหว่างจุดตรวจอรัญประเทศที่ 49—50 บ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ 12 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ ทั้งหมดไปทำงานบ่อนออนไลน์ที่ปอยเปตและบางส่วนถูกบังคับเปิดบัญชีม้า จึงส่งตัวให้ ตร.สภ.คลองน้ำใส ดำเนินคดีต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่