รองโฆษก ตร.เผยไล่ออกแล้ว 1 ราย “ร.ต.อ.” พันทุจริตปล่อยตัวผู้ต้องกักจีนเทา หลังทางการจีนโวยผู้ต้องกักที่ทางการจีนต้องการตัวหายจากที่กัก ตม.ไม่ทราบสาเหตุ ตำรวจไทยเต้นตรวจสอบข้อเท็จจริง พบตั้งแต่ปี 64-68 มีพนักงานสอบสวนนครบาล 5 นาย เบิกผู้ต้องกักกว่า 130 ราย แล้วไม่ส่งคืน โดยเฉพาะ ร.ต.อ.ที่ถูกไล่ออก เบิกตัวไปกว่า 30 เคส แฉพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด จะมีเหยื่อแจ้งความผู้ต้องกักลักษณะคดีฉ้อโกงแล้วขอศาลออกหมายจับ ทำหนังสือเบิกตัวจาก ตม.ไปดำเนินคดีแล้วล่องหน อยู่ระหว่างสอบสวนผู้อ้างเป็นเหยื่อ, กลุ่มทนายความ, กลุ่มนายหน้าและกลุ่มตำรวจ ร่วมสร้างหลักฐานเท็จหรือไม่ โดย ผบ.ตร.สั่งสอบเชิงลึกทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปีไล่ออก ร.ต.อ.นครบาลฉาวพันทุจริตปล่อยผู้ต้องกักชาวจีน เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผู้ต้องกักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ชี้แจงการตรวจสอบคดีปล่อยตัวผู้ต้องกักสัญชาติจีน ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับการประสานกรณีอาจมีขบวนการทุจริตปล่อยตัวผู้ต้องกักสัญชาติจีน ตั้งแต่เดือน ม.ค.68 จากการที่สถานทูตจีนประสานขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาฮ่าง หรือนายหม่า กวางซู่ ผู้ต้องกักชาวจีน ที่พ้นจากการควบคุมของสถานกักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุรองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า หลังได้รับการประสาน ได้สั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง มีการเบิกตัวจากพนักงานสอบสวนโรงพักท้องที่ เพื่อนำไปดำเนินคดีก่อนจะหายตัวไป พบพนักงานสอบสวน 5 นาย แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ขอตัวผู้ต้องกัก แล้วไม่แจ้งผลและส่งตัวต่อ สตม. กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีทั้ง 5 นาย ส่งสำนวนคดีอาญาให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน เมื่อเดือนต.ค.68 ส่วนการดำเนินการทางวินัย ทาง บช.น.ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย ในราย ร.ต.อ.ไชยาได้สอบสวนทางวินัยเสร็จสิ้น มีความเห็นลงโทษไล่ออกจากราชการ ส่วนรายอื่นๆอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนวินัยร้ายแรง และพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยตามระเบียบพล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2568 มีการเบิกตัวผู้ต้องกักออกไปจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 131 ราย ส่วนพนักงานสอบสวนที่พบว่ามีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากกลุ่มผู้ต้องกักชาวต่างชาติมี 5 นาย ยศตั้งแต่ ร.ต.อ.-พ.ต.ท. สังกัด บช.น.ทั้งหมด โดย 1 ใน 5 นายพบว่ามีการเบิกตัวผู้ต้องกักกว่า 30 เคส และในจำนวนนี้ต้นสังกัดจะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ 1 นาย ในวันนี้ ส่วนอีก 4 นาย ถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัยร้ายแรงรองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า สำหรับพฤติกรรมทั้ง 5 นาย พบว่าจะมีการรับแจ้งความจากผู้เสียหายในฐานความผิดฉ้อโกงหรือร่วมกันฉ้อโกง จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องกักชาวจีนที่อยู่ในการควบคุมของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ระหว่างเตรียมผลักดันกลับประเทศ ก่อนจะไปเบิกตัวเพื่อนำไปดำเนินคดี โดยทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะปล่อยตัวตามคำขอ เนื่องจากมีหมายจับของศาล แต่ ตม.ก็มีหนังสือกำกับท้ายว่า หากสิ้นสุดคดีแล้วต้องนำตัวกลับมาส่งมอบให้กับ ตม. แต่ปรากฏว่าตัวผู้ต้องกักไม่ถูกส่งตัวกลับมา ขบวนการดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนในเชิงลึกทั้งหมดตั้งแต่ตัวผู้อ้างเป็นผู้เสียหาย, กลุ่มทนายความ, กลุ่มนายหน้า และกลุ่มตำรวจ จะต้องตรวจสอบเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและผู้ที่เกี่ยวข้องพล.ต.ท.ไตรรงค์ยอมรับด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าในภาพรวมเป็นอย่างไร แต่ได้ดำเนินคดีไปในแต่ละรายที่ตรวจพบก่อน ผบ.ตร. สั่งให้ตรวจสอบการปล่อยตัวผู้ต้องกักจาก ตม. ทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี ขบวนการเหล่านี้จะเป็นช่องโหว่ หรือเป็นวิธีคิดของโจรหรือไม่ ยืนยันต้องตรวจสอบทุกขั้นตอน หากมีความผิดจริงจะถือว่าเป็นการสร้างหลักฐานเท็จให้เป็นคดีความตั้งแต่แรก เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาไม่ต้องถูกส่งตัวกลับไปประเทศต้นทาง แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่