เป็นหนังยาวสำหรับประเทศไทยไปแล้ว กรณีการส่งชาวอุยกูร์ 40 ราย กลับประเทศจีนเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากมีเสียงทักท้วงจากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ว่าสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน การทรมาน บังคับให้สูญหาย กระทั่งมีประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังเหตุรุนแรงในประเทศไทยที่จะตามมาล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเผยแพร่แถลงการณ์ของ มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศ ประกาศนโยบาย ข้อจำกัดวีซ่า สำหรับเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลไทยที่มีส่วนเป็นผู้รับผิดชอบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีส่งชาวอุยกูร์กลับไปประเทศจีน หลังจากที่เคยออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงมาแล้วจริงอยู่ที่ว่ามาตรการนี้ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง ชนิดเป็นข้อจำกัดห้ามการเดินทางเข้าประเทศสำหรับพลเมืองโดยรวม เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในบัญชี 41 ประเทศที่สหรัฐอเมริกากำลังออกประกาศจำกัดการเดินทางหรือห้ามเข้าประเทศแต่เท่านี้ก็ถือเป็นการแสดงถึงความไม่พอใจ กับแนวทางต่อชาวอุยกูร์ของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนสอดคล้องกับท่าทีของสหภาพยุโรปหรืออียูที่ออกมาในช่วงใกล้เคียงกัน เมื่อรัฐสภายุโรปลงมติประณามไทยในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้หลักการไม่ส่งกลับและอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายแน่นอนทั้งหมดส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การวางดุลน้ำหนักในห้วงการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจโลก ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศในโลกตะวันตกกับประเทศจีน ที่กำลังตึงเครียด ไทยจะวางบทบาทท่าทีอย่างไรต่อไปในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เข้มข้นขึ้นนอกจากนี้ยังมีผลกระทบด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งการค้า ส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐ อเมริกาเดินหมากสงครามการค้าต่อเนื่อง โดยต้นเดือน เม.ย.นี้ จะออกมาตรการจัดเก็บภาษีอีกระลอกกับประเทศต่างๆที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกามหาศาล ประเทศไทย เอง ก็อยู่ในข่ายเป็นกลุ่มเป้าหมายนั่นยังไม่รวมการทำข้อตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ทั้งกับสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่ประเทศไทยกำลังเปิดการเจรจา ถึงจุดเสี่ยงที่จะชะงักงัน เพราะกรณีอุยกูร์ย่อมส่งผลให้น้ำหนักการเจรจาต่อรองสำหรับประเทศไทยลดลง ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันเตรียมการรับมืออย่างเร่งด่วน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม