เป็นหนึ่งในศาสตร์การสร้างสุขภาพดีด้วยตนเองที่รู้จักแพร่หลายในวงกว้าง สำหรับ “ดุลยภาพบำบัด” ก็ด้วยความทุ่มเทต่อยอดของ “พันเอกหญิง ผศ.ดร.พญ.ดังใจ สุวรรณกิตติ” รองโฆษกกระทรวงกลาโหม และอาจารย์พิเศษวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งอยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมีดุลยภาพ ล่าสุดร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จัดโครงการส่งเสริมสุขภาพกำลังพลและครอบครัวด้วยดุลยภาพบำบัด ณ กองพันระวังป้องกัน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เขตดอนเมือง เพื่อส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการปรับสมดุลร่างกายป้องกันการเจ็บป่วย โดยมี “พล.ท.คม วิริยเวชกุล” หัวหน้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน“ดุลยภาพบำบัด คือแนวทางการดูแลรักษาร่างกายแบบสมดุล ซึ่งความสมดุลของแต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน เราจึงเป็นหมอของตัวเราเองได้ เพราะตัวเราอยู่กับตัวเรา 24 ชั่วโมง อยากให้ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องดุลยภาพบำบัด เพื่อนำไปดูแลรักษาด้วยการพึ่งตนเองเบื้องต้นโดยไม่ต้องใช้ยา”...“คุณหมอดังใจ” เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจ หลักการสำคัญของ “ดุลยภาพบำบัด” คือแนวทางการดูแลรักษาร่างกายแบบสมดุล ด้วยการทำความเข้าใจคนทั้งคนโดยองค์รวม ร่างกายของแต่ละคนแต่ละวันมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการรักษาให้สอดคล้องกับร่างกายของคนไข้ในแต่ละครั้ง ต้องอาศัยการสังเกตการณ์อย่างละเอียด และไม่มองร่างกายแยกเป็นส่วนๆ โดยดุลยภาพบำบัดจะเน้นให้สังเกตสิ่งที่รู้สึกไม่ปกติและไม่เหมือนเดิม ซึ่งบางครั้งอาจจะยังไม่เข้ากับกลุ่มโรคใดตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน แต่ผู้ป่วยมีความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้น เป็นสัญญาณเตือนแล้วไม่ควรละเลย ซึ่งสามารถแก้ไขให้คืนกลับมาได้ด้วยดุลยภาพบำบัดตามหลัก 7E คือ Education, Equilibrium, Exercise, Eating, Excretion, Emotion และ Environmemt โดยกระตุ้นให้แต่ละคนวิเคราะห์และสังเกตความผิดปกติของร่างกายว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และเน้นการสร้างภาวะสมดุลในทุกด้าน โดยเฉพาะความสมดุลของโครงสร้าง เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถสังเกตและหยุดยั้งการบิดเบี้ยวของร่างกายจนก่อให้เกิดโรค คล้ายกับการสังเกตว่าต้นไม้เริ่มเอียง ไม่ใช่รอตอนต้นไม้โค่นล้มแล้ว เช่นเดียวกับการสังเกตสารคัดหลั่งต่างๆในร่างกาย เช่น น้ำตา, น้ำลาย, เหงื่อ, ปัสสาวะ หากมีความผิดปกติแต่ละบริเวณไม่เท่ากันก็เป็นจุดบ่งชี้แรกๆของสภาวะผิดปกติของร่างกายได้ ส่วนการออกกำลังกายด้วยท่าบริหารยืดเหยียดแบบดุลยภาพบำบัด ก็เพื่อการปรับโครงสร้างแบบองค์รวม โดยจะเน้นการใช้สติโฟกัสไปไว้ในตำแหน่งที่กำลังยืดเหยียด รวมถึงคอยสังเกตปัจจัยกระตุ้นต่างๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่แตกต่างกันใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถปฐมพยาบาลโครงสร้างตนเองได้ทันเวลา คุณหมอดังใจงานนี้ “คุณหมอดังใจ” นำทีมผู้ช่วยวิทยากรจากนักเรียนแพทย์ทหาร ชั้นปีที่ 5 วิทยาลัยแพทย ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ซึ่งกำลังเรียนวิชาดุลยภาพบำบัดขั้นกลาง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิดุลยภาพบำบัดในพระอุปถัมภ์ฯ มาให้คำแนะนำเหล่ากำลังพลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และกำลังพลของกองพันระวังป้องกัน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องกายวิภาคและสรีรวิทยาของตนเอง ถามว่าอยากเรียนรู้ “ดุลยภาพบำบัด” ควรเริ่มอย่างไร คุณหมอดังใจอธิบายว่า ต้องรู้จักโครงสร้างร่างกายของตนเอง และมองแบบองค์รวม โครงกระดูกเปรียบเสมือนเสาของบ้าน กล้ามเนื้อเป็นสลิงที่ดึงโครงกระดูกให้เคลื่อน ไหวหรือคงที่ เส้นประสาทเปรียบได้กับสายไฟ และหลอดเลือดเป็นท่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ซึ่งพาดไปกับโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ เมื่อกระดูกและกล้ามเนื้อขยับ ย่อมส่งผลต่อเส้นประสาท, หลอดเลือด และอวัยวะภายใน เช่นเดียวกับบ้านที่เสาและคานบิดเบี้ยว ย่อมกระทบต่อโครงสร้างโดยรวม ส่งผลให้เกิดความเสียหายกระจายไปทั้งบ้านโดยฉับพลัน โครงสร้างร่างกายที่เสียสมดุลจึงเกี่ยวข้องได้ทุกอาการ ดังนั้น ควรเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล พร้อมบริหารร่างกายด้วยท่ายืดเหยียดแบบดุลยภาพบำบัดเป็นประจำ เพื่อปรับสมดุลและดูแลโครงสร้างของตนเอง ถือเป็นการปฐมพยาบาลร่างกายที่สำคัญ เมื่อทำความเข้าใจหลักการเบื้องต้นของ “ดุลยภาพบำบัด” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริง ชวนเหล่าทหารและสมาชิกจากชุมชนรอบๆมาฝึกบริหารร่างกายแบบดุลยภาพบำบัด เพื่อปรับโครงสร้างผ่านกล้ามเนื้อด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นจากการหายใจให้มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นจุดตั้งต้นในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การนำสติ (Emotion) ไปไว้ในตำแหน่งที่กำลังยืดเหยียดในแต่ละท่าของการบริหาร โดยไม่ให้กลั้นหายใจ จะเห็นว่าท่าบริหารทุกท่าใช้กล้ามเนื้อตั้งแต่ศีรษะจดเท้า แต่จะเน้นบริเวณใดมากกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละท่าบริหาร ซึ่งจะต่างจากการยืดด้วยศาสตร์อื่นๆที่เน้นเฉพาะจุด คุณหมอกรกตภายในงานยังได้ความรู้แน่นๆจากวิทยากรรับเชิญพิเศษ “พันเอกหญิง ดร.กรกต วีรเธียร” รองผู้อำนวยการกองกลาง สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม และนายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย มาบรรยายในหัวข้อ “รับประทานอาหารอย่างไรให้สุขภาพดี” “การกินที่ดีสำคัญไม่แพ้การแบ่งเวลาไปออกกำลังกายให้เพียงพอ เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลให้ชีวิต เพราะทุกอย่างที่เรากินเข้าไป ล้วนส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลต่อสภาพจิตใจ และพละกำลังทางกาย นอกจากการกินสารอาหารให้ครบถ้วนในแต่ละมื้อ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, วิตามิน, เกลือแร่ และน้ำ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สัดส่วนของอาหารแต่ละชนิดที่ทานเข้าไปในแต่ละมื้อ” “ในมุมมองของนักโภชนาการ การจะกินให้สุขภาพแข็งแรงต้องกินให้หลากหลายครบ 5 หมู่ และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ในทุกมื้อควรจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสมด้วยสูตร 2-1-1 คือ 2 ใน 4 ส่วนของจานควรเป็นผัก, 1 ส่วนเป็นโปรตีน และอีก 1 ส่วนเป็นคาร์โบไฮเดรต ซึ่งแนะนำให้เป็นข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี ในส่วนของผักครึ่งจานควรเน้นความหลากหลายของสีสัน เช่น กินผัก 5 สีต่อวันหรือต่อมื้อ เพราะในผักแต่ละสีจะให้วิตามินที่แตกต่างกันไป เช่น ผักสีเขียวมีโปรแตสเซียมสูง แต่ไม่ว่าจะเป็นผักสีอะไรก็มีแอนตี้ออกซิแดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ คนเราป่วยทุกวันนี้เกิดจากการอักเสบ เพราะในร่างกายมีอนุมูลอิสระเยอะเกินไป ฉะนั้นถ้าไม่อยากป่วย ก็ต้องแก้ต้นเหตุของปัญหาคือ ขจัดอนุมูลอิสระ ด้วยการกินผักหลากสีเข้าไปต้าน และควรเสริมด้วยผลไม้เป็นจานเคียงไม่เกิน 1 กำมือ ที่สำคัญคือให้กินอิ่มแค่ 80% อีก 20% ให้รอย่อย เวลากินข้าวถ้ารู้สึกอิ่มให้ดื่มน้ำตาม รอสักพักอาหารจะค่อยๆย่อยและดูดซึมไปเอง แต่ถ้าเรากินจนอิ่มจนแน่น มันคือเกินอิ่มไปแล้ว ก็จะกลายเป็นภาระร่างกายที่ต้องไปย่อยอาหารมากเกิน การใช้ร่างกายหนักเกิน เพิ่มภาระให้ร่างกายมากเกิน เช่น กินน้ำตาลเยอะ กินไขมันเยอะ ทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เซลล์ในร่างกายก็จะแก่เร็วกว่าอายุจริง ถามว่ากินอย่างไรจึงสุขภาพดี คือการกินอย่างมีสติ และต้องกินอย่างสมดุลระหว่างพลังงานขาเข้ากับพลังงานขาออก วันไหนที่หลุดไปบ้างก็ไปออกกำลังกายเพื่อให้บาลานซ์กัน สุขภาพที่ดีเป็นต้นทางของสิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิตเรา ถ้าสุขภาพไม่ดี ต่อให้มีเงินทองมากแค่ไหน ต้องไปนอนติดเตียงก็ไม่มีโอกาสใช้เงิน หมออยากให้คนไทยสร้างสุขภาพดีตั้งแต่วันนี้ อย่าไปเริ่มตอนอายุเยอะมันจะไม่ทัน”บอกเลยว่าสุขภาพดีไม่มีซื้อขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง!! ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่