การเดินหน้าเอ็มโอยู 2544 “ระหว่าง ไทย-กัมพูชา” บนเส้นเขตแดนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทยยังคงเป็นประเด็นร้อนให้สังคมหยิบยกมาถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยกระแสเรียกร้องให้ “ยกเลิก” เนื่องจากคนไทยบางกลุ่มยังมีความกังวลจะเสียดินแดน หรือเสียอธิปไตยเพิ่มขึ้นในอนาคตถ้ามาทำความเข้าใจ “เอ็มโอยู 44” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเนื้อที่ 26,000 ตร.กม.แบ่งกรอบเจรจาเป็น 2 ส่วนคือ “ปักปันเขตแดนทางทะเล” พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือพื้นที่ 10,000 ตร.กม.ให้ชัดเจน “พัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน” ในพื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือพื้นที่ 16,000 ตร.กม.มีเงื่อนไขสำคัญต้องทำ 2 เรื่องแบ่งแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะสมัยนั้นไทยไม่เห็นด้วยกับกัมพูชาลากเส้นเขตแดนปี 2515 เข้ามาพัวพัน “เกาะกูดที่มั่นใจเป็นของไทยล้าน%” ตามสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส ค.ศ.1907ดังนั้น “กัมพูชา” ต้องการพัฒนาปิโตรเลียมร่วมก็ต้องแก้ปัญหาเขตแดนด้วย แต่ต้องยอมรับว่า “ไทย” ก็ต้องการใช้ปิโตรเลียมเหมือนกันจนฝ่ายการเมือง ฝ่ายด้านเศรษฐกิจ หรือฝ่ายเกี่ยวกับพลังงานต่างเห็นว่าเจรจาเขตแดนพื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือให้ชัดเป็นไปได้ยาก ก็เสนอให้เจรจาผลประโยชน์ในปิโตรเลียมไปก่อนกระทั่ง “กระทรวงการต่างประเทศ (กต.)” ออกมายืนยันหนักแน่น ว่า “ทำแบบนั้นไม่ได้ต้องทำ 2 เรื่องควบคู่กัน” ทำให้การเจรจาภายใต้กรอบเอ็มโอยู 44 เดินหน้ามาแบบไม่มีความคืบหน้าคาราคาซังมาจนวันนี้ เรื่องนี้ คำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หนึ่งในผู้ที่ศึกษาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมานานให้ความเห็นว่าจริงๆ ถ้าย้อนดู “เอ็มโอยู 44” ทำขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 (รธน.) ตาม ม.224 การทำหนังสือสัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แต่ว่าเอ็มโอยู 44 ยังเป็นเพียงกรอบการเจรจาเท่านั้นยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือเขตอำนาจแห่งรัฐไทยใดๆทั้งสิ้นทำให้ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี “ยังไม่ต้องนำเข้าให้สภาเห็นชอบ” แต่หากการเจรจาไปตามกรอบนี้จนมีข้อตกลงกันแล้ว “ต้องทำเป็นสนธิสัญญา” คราวนี้จะต้องนำเข้าสภาเห็นชอบจริงๆ พอมาถึง “รธน.2560” กำหนดแนวคล้าย รธน.2540 “กรอบเจรจาไม่ต้องผ่านสภา” แต่เพิ่มเติมกรณีออกหนังสือสัญญาอื่นอันกระทบ เศรษฐกิจ สังคม ต้องนำเข้าสภาเห็นชอบ เช่น เขตเสรีทางการค้า หรือเขตศุลกากรร่วม โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากร การสูญเสียทรัพยากรบางส่วน หรือทั้งหมด ตรงส่วนนี้อาจเข้าค่าย ม.178 รธน.2560เรื่องนี้เชื่อว่ารัฐบาลคงมองแล้ว “เอ็มโอยู 44” ยังไม่มีข้อตกลงเปลี่ยนแปลงเขตแดน การใช้ทรัพยากร หรือสูญเสียทรัพยากรใดๆ “ไม่อาจตีความให้ต้องผ่านสภาเช่นนั้น” เว้นตกลงเขตแดนใหม่หรือแบ่งปันทรัพยากรแล้วทำสนธิสัญญาต้องนำเข้าสภาแน่ๆเมื่อยังถกเถียงกันแบบนี้ตาม ม.178 วรรคสุดท้าย “ครม.” ถามต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้และมีคำถามต่อว่า “เอ็มโอยู 2544 เป็นการยอมรับพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่” ถ้าดูตาม กต.แถลงได้ชี้ชัดว่า “ไทยไม่ได้ยอมรับความถูกต้องตามเส้นเขตแดนของกัมพูชา” เพียงแต่ยอมรับความคงอยู่เพื่อให้เกิดการเจรจาต่อกันแล้ว “กัมพูชา” ก็ไม่ยอมรับความถูกต้องของเส้นฝ่ายไทยในพื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือเช่นกัน“สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาคือพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนืออันมีพื้นที่ค่อนข้างเยอะตามเอ็มโอยู 44 ไม่ต้องเจรจาเขตแดนให้เจรจาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน แต่การที่เราไปยอมรับเส้นกรอบแบ่งผลประโยชน์ตรงนี้อาจจะเป็นผลเสียหรือไม่ในกรณีที่จะต้องแบ่งเขตแดนกันในอนาคต ซึ่งเป็นรายละเอียดต้องโต้แย้งกันต่อไป” คำนูณว่าประเด็นเดินหน้าเอ็มโอยู 44 “ไทยได้อะไรเสียอะไร” เรื่องนี้มีข้อสรุปไทยมีโอกาสได้สอง-เสียสาม คือ ได้ที่ 1“ผลประโยชน์ส่วนแบ่งปิโตรเลียม” ในการพัฒนาทรัพยากรพื้นที่ทับซ้อนร่วมไทย- กัมพูชา 16,000 ตร.กม. ส่วนจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับข้อตกลง และมูลค่าสัมปทานในการผลิตปิโตรเลียมที่เกิดขึ้นจริงน่าจะหลักล้านล้านบาทได้ที่ 2 “ไทยได้เขตไหล่ทวีปใหม่” ที่ต้องตกลงกับกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือให้ได้ในฐานะเจรจาแบบแพ็กเกจร่วมกับพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ “กำหนดให้ทำพร้อมกันแบ่งแยกกันไม่ได้” แน่นอนไทยคงไม่ได้พื้นที่เต็มตามที่ขีดเส้นเขตแดนในปี 2516 “กัมพูชา” ก็ไม่ได้ตามเส้นเขตแดนปี 2515 เช่นกันแนวเส้นเว้าอ้อม “เกาะกูดรูปตัว U” ตามผังท้ายเอ็มโอยู 44 จะเปลี่ยนอาจขยับเขตไหล่ทวีปส่วนกลางยอดเกาะ และส่วนปลายทางทิศตะวันตกลงมาทางใต้ “เกาะกูด” จะไม่ถูกรุกล้ำเส้นใด และมีทะเลอาณาเขตเหลือแน่ๆในส่วน “ไทยเสียสาม” จำแนกอย่างนี้ “1.เสียผลประโยชน์ส่วนแบ่งปิโตรเลียม” ที่เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญคือส่วนแบ่งจากปิโตรเลียมที่เราควรได้มากกว่านี้ หรือควรเป็นของเราทั้งหมดหรือไม่ที่อาจได้หลายล้านล้านบาทนั้นก็จะเกิดบนฐานรูปพรรณสัณฐานเขตพัฒนาร่วม (JDA) ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือถูกกำหนดไว้ตายตัวเสียที่ 2 “เสียเขตแดนทางทะเล” ในการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลบนพื้นที่อ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปทับซ้อน 10,000 ตร.กม.เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ทำให้พื้นที่นั้นต้องลดหดหายไปจากเส้นเขตไหล่ทวีปที่ประกาศไว้เมื่อปี 2515 ในกรณีของกัมพูชา และปี 2516 ในกรณีของไทยกำหนดไว้นั้นเสียที่ 3 “อาจเสียเขตแดนทางทะเลในอนาคต” ไม่ว่าจะอีกกี่สิบกี่ร้อยปีการตกลงแบ่งเขตแดนสำหรับพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ 16,000 ตร.กม. “ยังไม่รู้จะแบ่งกันอย่างไร” แต่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าคงไม่เป็นไปตามเส้นเขตไหล่ทวีปปี 2516 ของไทยแน่นอน แนวโน้มก็อาจจะกำหนดเส้นแบ่งเขตกึ่งกลางได้คนละครึ่งไปก็ได้ประการถัดมา “กรณีเรียกร้องยกเลิกเอ็มโอยู 44” ในเรื่องนี้มี 2 ด้านอย่างข้อดีตามที่ กต.ยืนยันจะแบ่งผลประโยชน์จากปิโตรเลียมอย่างเดียวไม่ได้ต้องเจรจาแบ่งเขตแดนควบคู่ไปด้วย ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะแบ่งเฉพาะผลประโยชน์แล้วไม่พูดเรื่องเขตแดน “หากตกลงกันไม่สำเร็จ” ก็ต้องอยู่ในสถานะเดิมต่างฝ่ายไม่ได้ไม่เสียอะไรสำหรับ “ข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 44” อนาคตก็ไม่มีใครรู้ กรอบการเจรจาใหม่จะเป็นแบบใด ถ้าหากกรอบใหม่ออกมาว่าไม่ต้องเจรจาเขตแดนกันแล้วแต่ให้แบ่งผลประโยชน์กันตลอดแนวก็จะแย่กว่าเอ็มโอยู 44 ก็ได้ฉะนั้น หากรัฐบาล และ ครม.มั่นใจตามที่อ้างว่า “เอ็มโอยู 2544 มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย” สามารถเดินหน้าดำเนินการตามนั้นได้เต็มที่ แต่การตัดสินใจอะไรออกไปก็ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนั้นด้วย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม